24 June 2009

Kursus Agama dan Bahasa Melayu

ปฐมนิเทศผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร อิสลามศึกษา และภาษามลายูกลาง ยะลา: นายนรชัย วุฒิเจริญมงคล ผู้อำนวยการวืทยาลัยเทคนิคยะลา เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศการฝึกอบรมหลักสูตร อิสลามศึกษาและภาษามลายูกลาง ตามโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2552 ยุทธศาสตร์ที่ 2 (สอนภาษาที่ 2) ให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคยะลา ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 เวลา 16.00 น. ณ ห้องอินทผาลัม วท.ยะลา โดยวิทยากรจากมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นผู้ให้การฝึกอบรม หลักสูตร 40 ชั่วโมง ดูภาพเพิ่มเติม

10 June 2009

اناللله وانا اليه راجعون

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته Kami mohon semua muslimin muslimat panjangkan berita panjatkan doa semoga Allah SubhanaHu wataala menunjukkan kebenaran adalah nyata benar dan kebatilan nyata juga dengan kebatilannya. Peristiwa pebunahan yang sangat keji dalam sejarah manusia berlaku keatas saudara-saudara saya di sini, dengan kematian jemaah muslimin yang sedang sujud ke hadrat Ilahi Tuhan sangat perkasa.Peristiwa yang mencetuskan semangat keislaman dan keimanan umat islam sedunia ini berlaku di Masjid Al-Furqan Tempat 6,Kg.Air Payae Mukim Cuab,Daerah Cok Ai-rong Wilayah Naratiwat.pada jam 20.30 Malam.Hari Isnin 8 Jun 2009. Menyebabkan gugur syahid serta merta 11 orang dan dalam keadaan tenat 12 orang. สำนักข่าวไทยมุสลิม : ขอให้พี่น้องมุสลิมร่วมเขียนไว้อาลัยกับการจากไปของพี่น้องเราด้วย ขอขอบคุณ โครงการสื่อสันติภาพเพื่อลดความรุนแรง ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายให้กับสำนักข่าวมุสลิมไทย แฉนาที 6 ไอ้โม่งบุกระดมยิงเข้าไปในมัสยิด อิหม่ามและลูกมะมูมเสียชีวิต และบาดเจ็บนับสิบ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามทั้งเอ็ม 16 อาวุธและปืนลูกซอง ระดมยิงเข้าไปในมัสยิดอัลฟุรกอน หมู่ที่ 8 บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.ของวันที่ 8 มิ.ย.2552 ในขณะที่ชาวบ้านกำลังทำพิธีละหมาด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 11 คนและได้รับบาดอีก 12 คน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า...สำหรับเหตุการณ์ที่การระดมยิงเข้าไปในมัสยิดครั้งนี้ นับว่าเป็นการสร้างความสูญเสียมากที่สุดของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 5 ปี สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น ได้แก่ นายมะกือตา อีสัน, นายอาแว เจ๊ะนุ, นายอายุ เจ๊ะเงาะ, นายเจ๊ะรอนิง อารง, นายดุลเลาะห์ อาบู, นายอาลียะ มามะ, นายหะแว ดาโอ๊ะ, นายบือราเฮง มะซากี, นายอับดุลเลาะ บินยูโซะ, นายรามารูดิง แบมะ, นายอับดุลวอหะ ปะจูกูเร็ง และนายมะซูยี มะรือซะ และสำหรับผู้เสียชีวิตประกอบไปด้วย 1.นายมะซอรี ลาเตะบือเร็ง 2.นายยะสะรี บาเระ 3.นายมะสะแลแม มะเซ็ง 4.นายลอยะ อะแว 5.นายแว ดอเลาะโต๊ะอีแม ซึ่งเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดดังกล่าว 6.นายกาเซ็ง ดิราแม 7.นายอาหะมะ ดือราแม 8.นายมาซอและ ลือโย๊ะเซ็ง 9.นายมะยูโซ๊ะ มะฮะหา และ 10. นายวันสมาน อะนากากิ และไปเสียชีวิตที่ รพ.อีก 1 คน

เทคนิคทางภาษาสำหรับนักจัดรายการวิทยุ

โดย นายซูฮัยมีย์ อาแว นักจัดรายการ ผู้ประกาศ หรือผู้ดำเนินรายการวิทยุมีหน้าที่ถ่ายทอดความหมาย ความรู้สึกจากบท จากความนึกคิดที่มีอยู่ให้ไปถึงผู้ฟังด้วยภาษา และน้ำเสียงที่ดี ถูกต้อง ไพเราะและมีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อการสื่อสารที่ดี และมีประสิทธิภาพ งานท้าทายของผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการ คือ การพูดตามบท หรืออ่านบทออกมาให้มีประสิทธิภาพที่สุดโดยเฉพาะบทที่ผู้อื่นเขียน นักจัดรายการ ผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการจะเป็นตัวกลางเชื่อมในการสื่อสารจากผู้เขียนไปยังผู้ฟัง โดยการโยงความคิดของผู้เขียนไปสู่ผู้ฟัง เสมือนกับนักจัดรายการกำลังสนทนาอย่างใกล้ชิดกับผู้ฟัง ใช้ความสามารถทุกอย่างเพื่อดึงดูดผู้ฟังให้คงอยู่สนทนาหรือตั้งใจฟังรายการจนจบรายการ เทคนิคในการสื่อสารที่สำคัญประการหนึ่งคือ การสื่อสารด้วยภาษาให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด สามารถเข้าใจได้ง่าย และตรงประเด็นที่สุด ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยภาษาใดก็ตาม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการตลอดรายการ นักจัดรายการสามารถสอดแทรกมุกหรือลูกเล่นได้ในบางช่วงเวลาที่เห็นสมควรแต่ไม่ควรมากจนทำให้หมดความน่าเชื่อถือ ภาษาที่เป็นที่นิยมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา คือภาษามลายู แม้อาจมีความแตกต่างกันบ้างในแง่ของสำเนียงที่ใช้ในแต่ละท้องถิ่น แต่ในบริบททางภาษายังคงเป็นภาษามลายูเช่นเดิม ซึ่งภาษามลายูที่ใช้ในแต่ละท้องถิ่นนั้นมักจะเรียกว่า “ภาษามลายูปัตตานี” การแบ่งคำนิยามระหว่าง “ภาษามลายูปัตตานี” กับ “ภาษามลายูกลาง”ไม่เป็นหลักการที่เป็นแก่นสารทางภาษาแต่อย่างใดไม่ หากเป็นการแบ่งตามความเข้าใจที่ว่าหากเป็นภาษามลายูปัตตานีจะต้องไม่มีตัวสะกด หรือ อาจมีเพียงตัว “ฮ” เท่านั้น เช่น เน๊าะ ตะโม๊ฮฺ ตะปอ ตะเล๊ฮฺ ฯลฯ ซึ่งมักจะพบปัญหามากในการถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ หรือ เพื่อการเขียนบท และอีกประการหนึ่ง คือเป็นภาษาที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวันของแต่ละพื้นที่ และแต่ละระดับความรู้ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับวัตถุ -ประสงค์ของการสื่อสาร หรือเน้นความเข้าใจต่อกันมากกว่าความถูกต้องตามรากศัพท์ทางภาษา สำหรับคนที่มีพื้นฐานความรู้ทางสามัญระดับสูง หรืออยู่ในสังคมเมืองมักจะใช้ภาษามลายูผสมผสานเข้ากับภาษาไทยตามที่ตนถนัด ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อผู้ฟังที่อาวุโสในท้องถิ่นที่ขาดพื้นฐาน ความรู้ในภาษาไทยซึ่งผู้ฟังกลุ่มนี้พึ่งพาสื่อวิทยุมากกว่าสื่อโทรทัศน์ ส่วนภาษามลายูกลางนั้นมักจะเชื่อว่าเป็นภาษามาเลเซีย หรือ ภาษาทางการที่ใช้ในตำรับตำราซึ่งคนทั่วไปไม่อาจสื่อสารกันได้นั้น เป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก เพราะกระบวนการทางภาษานั้นมีพลวัตรที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีนักปราชญ์ชาวปัตตานีในศตวรรษที่ 17 นามอุโฆษหลายท่าน เช่น เชคดาวูด อัล-ฟาตอนีย์ เชคอัฮหมัด อัล-ฟาตอนีย์ เป็นผู้ใช้ภาษามลายูได้ดีที่สุด และเป็นต้นแบบของภาษามลายูในแหลมมลายู และหมู่เกาะชวาจนเป็นที่อ้างอิงสำหรับผู้ใช้ภาษามลายูนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า “ญะวีย์” ที่เป็นคำในภาษาอาหรับมาจากรากศัพท์ของคำว่า “ชวา” หมายถึงชาวมลายูบนเกาะชวา ซึ่งเกาะชวาเคยเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นแก่ชาวมลายูทั่วทุกภูมิภาคมาก่อน ชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ยอมรับในความเป็นมาตรฐานในภาษามลายูของคนปัตตานีเหล่านี้ว่าถูกต้องทางภาษาศาสตร์ ตำราหลายเล่มยังคงเป็นที่นิยมทั่วโลกซึ่งมีคำว่า“ฟาตอนีย์” ระบุที่มาของผู้เขียนไว้ ชาวปัตตานีใช้ภาษามลายูอันเดียวกันนี้ในการสื่อสารตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน เพียงแต่ปัจจุบันความนิยมที่จะใช้ตำราเก่า ๆ เหล่านั้นมาศึกษามีน้อยลง จึงส่งผลทำให้การอ้าง -อิงทางภาษาเปลี่ยนทิศทางไปตามทิศทางและค่านิยมทางการศึกษา เอกสารการอบรมในครั้งนี้ผู้บรรยายใช้ภาษามลายูที่สามารถสื่อสารกันได้ทุกพื้นที่ เพื่อยกระดับนักจัดรายการขึ้นสู่ความเป็นสากลมากขึ้น เป็นนักจัดรายการที่สามารถเขียน หรืออ่านบทได้ถูกต้องตามมาตรฐานของภาษามลายูสากล ความรู้ความสามารถที่พึงมีของนักจัดรายการ 1) คำศัพท์ทางเทคนิค และคำศัพท์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ ดังตัวอย่าง 1.1) การใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แทนผู้พูด นักจัดรายการสามารถใช้คำที่เหมาะสมเช่น Saya , Hamba 1.2) การใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 แทนผู้ฟัง นักจัดรายการสามารถใช้คำที่เหมาะสมเช่น Saudara Saudari, Tuana Puan, Pakcik Makcik, Ayah Ibu … 1.3) การแนะนำรายการ หัวข้อสนทนา และผู้ร่วมสนทนา เช่น Sekarang jam 8.00 Malam , Sila ikuti rancangan “Jendela Masyarakat” bersama saya Ustaz Haiji Suhaimi Bin Ismail. Perbincangan kali ini kita akan tumpu kepada Permasalahan anak muda didalam bangku sekolah. Bersama kita pada malam ini tokoh motivasi terkenal Ust.Haji. Muhammad Benjar dari Maahad Nahdhatul Ulum Yala. 2) การพูด หรือการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องตามอักขระ เนื่องจากการพูดในรายการเป็นการสื่อสารทางเดียว โดยที่ผู้ฟังไม่สามารถมองเห็นหน้าตาของผู้พูด เพราะฉะนั้น การออกเสียงต้องชัดถ้อยชัดคำ สามารถสื่อความหมายได้ทันที ไม่ก้ำกวม สองแง่สองง่าม เช่น (1.) waktu dinihari cerah sama-sama ramai orang suka makan pulut sama (salah yang betul samar-samar , pulut sambal) 3). ความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ เพื่อสื่อถึงความนึกคิด และความหมายของคำพูด 4). ขยันใฝ่หาความรู้ หรือค้นหาศัพท์ใหม่ ๆ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดทั้งในทางบวกและลบ เพื่อสามารถเปรียบเทียบแง่คิดต่าง ๆ ได้ ติดตามเหตุการณ์รอบตัวอยู่เสมอ 5). มีความเข้าใจงานวิทยุกระจายเสียง รูปแบบ ประเภทของรายการได้อย่างดี 6). มีความสามารถ เข้าใจในเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานพอสมควร ก่อนที่จะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ต้องเข้าใจถึงจุดประสงค์ของงานที่จะถ่ายทอดเป็นอันดับแรก ส่วนประกอบของบทวิทยุกระจายเสียง 1. ส่วนหัว (Heading) Bahagian Kepala Rancangan ประกอบด้วย จิงเกิ้ลรายการ Jingle ชื่อรายการคือ Nama rancangan หรือชื่อเรื่อง / ตอน Tajuk / Babak , Bahagian สถานีที่ออกอากาศ Nama stesyen ความถี่ Gelombang (FM.102.5 MHz.) วัน- เวลาที่ออกอากาศ Hari dan Masa 2. ส่วนเนื้อหา (Body) Isi Kandungan เป็นรายละเอียดของเนื้อหา เรื่องราว ที่เกี่ยวข้องกับ รายการ เรื่อง หรือตอนที่นำเสนอ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ผู้จัดรายการจะอธิบายให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ โดยทั่วไปมักจะประกอบด้วย ความหมายและความสำคัญ Takrif dan keutamaannya ชนิด หรือ ประเภท Jenis ลักษณะ Bentuk จำนวน Jumlah รายละเอียด Keterangan 3. ส่วนปิดท้าย (Closing or Conclusion) Penutup เป็นส่วนสรุปเนื้อหาที่ได้กล่าว มาในเนื้อหาของรายการ โดยนำใจความสำคัญอย่างย่อมาสรุปให้ผู้ฟังได้เข้าใจมากขึ้น และขอบคุณผู้ร่วมรายการตลอดจนผู้ติดตามรับฟังรายการ Saudara pendengar yang dikasihi, secara umumnya kita dapati bahawa tahap pencapaian anak – anak kita dalam persekolahan berbeda, mengikut latar belakang dan kedudukan keluarga masing-masing.Bagi keluarga berkemampuan dan masyarakat bandar tahap pencapaian mereka melebihi daripada keluarga kurang upaya dan masyarakat desa. Dengan demikian, Ibu bapa harus meneliti perkara-perkara seperti demikian demi perkara seperti itu tidak berlaku kalangan masyarakat kita. Demikianlah perbincamg kita pada kali ini, sehingga bertemu kembali mingu hadapan pada hari dan masa yang sama .Selamat tinggal. Assalamu alaikum Warahmatullahi Wabarakatuh. ข้อแนะนำการใช้ภาษาเพื่อการเขียนบททางสื่อวิทยุกระจายเสียง 1. เขียนบทด้วยภาษาสนทนาหรือพูดคุยกันแต่ต้องสื่อความหมายให้ชัดเจน 2. ใช้คำที่ผู้ฟังคุ้นเคย เมื่อฟังแล้วเข้าใจและเกิดภาพพจน์ที่ชัดเจน 3. ใช้ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ยืดยาว ไม่วกวน ชัดเจน เข้าใจได้ทันที 4. เลี่ยงประโยคยาว ๆ ที่เต็มไปด้วยคำคุณศัพท์หรือคำเชื่อมต่าง ๆ เพราะทำให้ประโยคเยิ่นเย้อ จนไม่รู้ว่าความสำคัญของประโยคนั้นอยู่ตรงไหน 5. ใช้ประโยคบอกเล่าให้มากกว่าประโยคปฏิเสธ 6. เลี่ยงการใช้คำที่มีเสียงทำให้ลิ้นพันกันเวลาเปล่งเสียง เช่น คำที่มีเสียงคล้ายกัน คำซ้ำในประโยคเดียวกัน คำที่มีอักษรซ้ำกันหรือการเล่นคำอื่น ๆ 7. ใช้ภาษาที่บรรยายให้เกิดภาพหรือจินตนาการ เช่น การบอกลำดับขั้นตอนว่าอะไรก่อนอะไรหลัง การบอกสีสันการบอกตำแหน่ง การใช้ภาษาเปรียบเทียบ เป็นต้น 8. ประโยคแต่ละประโยค ควรมีแนวความคิดเดียว ควรเป็นประโยคสั้น ๆ มีความหมายจบในประโยคนั้นและให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ เมื่อขึ้นประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ การย่อหน้า คือ การแสดงให้ทราบว่า ความคิดสำคัญหรือตอนใหม่กำลังเริ่มขึ้น ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ต้องพูดถึงเรื่อง ๆ เดียวเท่านั้น 9. อย่ายัดเยียดความคิดมากเกินไป 10. ควรยกตัวอย่างประกอบความคิดให้เห็นอย่างชัดเจน 11. ย้ำความคิดสำคัญได้บ่อย ๆ โดยใช้การพูดที่ไม่ซ้ำกัน 12. คำเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นกันเอง สามารถแทรกลงในการเขียนได้บ้าง เพื่อให้อ่านออกเสียงได้ จะช่วยให้บทรื่นหูชวนฟังมากขึ้น เช่น คำว่า Nah ,Deh เหมือนกับคำว่า นะคะ นะครับ ในภาษาไทยแต่อย่าให้มากเกินไป 13. จัดวรรคตอนให้ดี ( ภาษาไทยไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน ) 14. ถ้าต้องกล่าวถึงตัวเลขให้ใช้ตัวเลขโดยประมาณ เช่น 995 บาท ใช้ว่าประมาณ 1,000 บาทหรือ 1,968,590 บาทใช้ว่าประมาณ 2 ล้านบาท ถ้าตัวเลขมีความสำคัญและมีจำนวนมาก ควรวงเล็บคำอ่านไว้ด้วย เช่น หนึ่ง - ล้าน –เก้า - แสน - หก - หมื่น - แปด - พัน - ห้า - ร้อย - เก้า - สิบ – บาท 15. อย่าใช้คำย่อ ให้ใช้คำเต็ม ( ยกเว้นคำที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ) เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการอ่าน การฟังที่จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ( สำหรับชื่อย่อหน่วยงานราชการไทย แนะนำให้ใช้คำเต็ม แม้จะเป็นคำที่รู้จัก กันดีแล้วก็ตาม ) 16. อย่าใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือคำฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้สื่อความหมายอะไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 17. คำที่อ่านยาก ชื่อเฉพาะ ต้องวงเล็บคำอ่านไว้ให้ชัดเจน เช่น มณีชลขัณฑ์ ( มะ- นี - ชน - ละ- ขัน )แม่แปรก ( แม่ - ปะ - แหรก ) 18. การยกข้อความหรือคำพูดของผู้อื่นมา ควรเขียนให้ชัดเจนว่า คำพูดที่ยกมานั้นเป็นคำพูดของใคร พูดอะไร โดยเปลี่ยนสรรพนามจากบุรุษที่ 1 เป็นบุรุษที่ 3 แล้วเรียบเรียงประโยคใหม่ 19. บทสำหรับการพูดเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ได้แก่ ร้องไห้ รำคาญ โกรธ ควรวงเล็บไว้ ให้ผู้พูดเปล่งเสียงและแสดงความรู้สึกได้ถูกต้อง การแสดงอารมณ์ การเปล่งเสียง การเน้น การทอดเสียง การกระแทกเสียงเหล่านี้แตกต่างกัน ผู้เขียนบทต้องระบุไว้ด้วย 20. การใช้เครื่องหมายในบท มีข้อแนะนำดังนี้ - จุดไข่ปลา (...........) ใช้เมื่อต้องการให้พูดทอดเสียงแล้วหยุด - การขีดเส้นใต้เฉพาะคำหรือข้อความ ใช้เพื่อแสดงว่าต้องการเน้นหรือย้ำคำหรือข้อความ - เครื่องหมายขีดคั่น ( / ) ใช้เพื่อต้องการให้เห็นการแยกความออกจากกัน โดยเวลาอ่านหรือพูดตามบทให้หยุดเว้นวรรคเล็กน้อย

09 June 2009

Mari Belajar Bahasa Melayu

Saya boleh cakap bahasa Melayu. Peter tidak boleh cakap bahasa Jepun. Dia cakap bahasa Inggeris. Mereka tidak boleh cakap bahasa Cina. I can speak the Malay language. Peter cannot speak Japanese. He speaks English. They cannot speak Chinese. Vocabulary Saya = I boleh= can cakap = speak bahasa = language Melayu = Malay tidak boleh = cannot bahasa Jepun =Japanese language Dia = He/She bahasa Inggeris = English language Mereka = They bahasa Cina = Chinese language For those who want to know more: The Malaysian language (Bahasa Malaysia) is actually the Malay language (Bahasa Melayu). As such the two terms are interchangeable. In Lesson l saya was used as a possessive (nama saya = "my name" and buku saya = "my book"). Here it is used as a pronoun. Another widely-used word for "I" is aku. Dia can mean he or she depending on the context. Thus: Dia kawan saya. (= He is my friend - if the person referred to is a man) Dia kawan saya. (= She is my friend - if the person referred to is a woman) Dia marah. (= "He is angry" or "She is angry" depending on the context) The two words in Malay to distinguish between the two sexes are: lelaki for "male" and perempuan for "female". Thus to avoid any ambiguity in the above sentences you could say: Orang lelaki itu kawan saya. (= That man is my friend) or Orang perempuan itu kawan saya. (= That woman is my friend) By the way while "male" and "female" are also used to describe animals in English lelaki and perempuan should never be used for animals in Malay. The male of an animal is described as jantan and the female as betina. Thus a cock is ayam jantan and a hen is ayam betina. In written form Dia is often replaced by Ia which is also used to indicate objects and animals (equivalent of "it"). By the way newspapers often use beliau for "he" or "she" (but this use is restricted to an elderly or respectable person and is not used for a criminal). nya is tagged on to a noun to mean "his" or "her" eg. isterinya (his wife), suaminya (her husband) or anaknya (his child or her child - depending on the context)

03 June 2009

Demokrasi juga maqasid syariah?

Oleh SITI AINIZA KAMSARI Utusan Malaysia Online. APABILA salah seorang pendengar bertanya apa makna demokrasi, Dr. Murat Cizakca tanpa ragu menjawab: "Mudah sahaja, demokrasi bermakna peluang untuk rakyat menjatuhkan pemimpin mereka (tanpa pertumpahan darah)," katanya. Jawapan Pengarah Penyelidikan Pusat Pendidikan Kewangan Islam Antarabangsa (INCEIF) itu menyebabkan seluruh hadirin di forum awam anjuran Institut Antarabangsa Pengajian Islam Lanjutan Malaysia, Petaling Jaya, Selangor baru-baru ini, tersenyum dan tidak kurang tergelak besar. Beliau menghabiskan hampir dua jam untuk menyampaikan syarahan bertajuk 'Demokrasi, Pembangunan Ekonomi dan Maqasid al-Syariah'. Kupasannya cukup menarik dan begitu mengajak kita supaya berfikir dan mengambil pelbagai pengajaran daripadanya. Dr. Murat mempunyai kewibawaan yang cukup tinggi sebagai bukan sahaja pakar atau ahli akademik terkemuka dunia tetapi beliau juga dianggap pemikir besar dan mujtahid Islam. Ini apabila beliau mampu menunjukkan jalan keluar dalam apa juga kemelut terutama dalam bidang ekonomi dan kewangan Islam. Beliau bukan sahaja tokoh memperkenalkan wang tunai yang juga boleh digunakan untuk tujuan wakaf (wakaf tunai) tetapi tidak kurang juga kini dalam bidang politik itu sendiri. Dalam forum kali ini, beliau mencadangkan elemen sistem politik dan pentadbiran, demokrasi dan pembangunan ekonomi menjadi satu komponen baru dalam maqasid syariah. Maqasid syariah bermaksud matlamat-matlamat syariat dan rahsia-rahsia (asrar) yang ditentukan oleh Allah untuk setiap hukum. Ilmu maqasid pula merupakan ilmu yang mengkaji tentang asas-asas yang menjadi sasaran syarak melalui penetapan hukum yang terdapat dalam al-Quran dan Sunnah. Lalu seperti yang disepakati oleh Imam Syartibi dan Al Ghazali, matlamat-matlamat syariat untuk mestilah untuk lima komponen maqasid yang berikut iaitu Hifz al Aql (akal), Hifz al-Din (agama), Hifz al-Mal (harta), Hifz al Nafs (nyawa) dan Hifz al Nasb (keturunan). Iaitu setiap perundangan hukum itu mestilah bertujuan melindungi atau memelihara kepentingan akal, agama, harta, nyawa dan nasab atau keturunan. Dr. Murat baru-baru ini dilantik sebagai Pengarah INCEIF iaitu institusi yang ditubuhkan oleh Bank Negara Malaysia (BNM). Beliau berkata, sistem demokrasi wajar menjadi komponen baru dalam maqasid syariah apabila beliau mendapati sistem demokrasi itu begitu menyerlahkan rekod yang baik selama pernah diamalkan di dunia ini. "Lalu wajar sekali agar sistem ini menjadi satu komponen baru sesuai dengan perkembangan semasa dan penyelesaian kepada banyak masalah hari ini," katanya. Soalnya mengapa sistem demokrasi? Mengapa tidak lain-lain sistem termasuk ideologi komunis yang berjaya menjadikan China misalnya menjadi satu kuasa ekonomi dunia yang baru dan kekuatan pertahanan yang ditunjukkan oleh Rusia? Namun kata Dr. Murat, pengertian demokrasi perlu difahami sebagaimana yang dijelaskan oleh Ray (1998), Ahlmark (1998) bahawa sebuah negara itu dikira sebagai negara demokrasi jika: 1) Pemimpin untuk kuasa eksekutif dan legislatif kerajaan adalah dipilih melalui pilihan raya yang kompetitif dan bersih, 2) Sekurang-kurangnya dua parti yang bebas bertanding dalam pilihan raya, 3) Sekurang-kurangnya separuh dari populasi yang dewasa mengundi dalam pilihan raya, 4) Parti yang berkuasa akan bertukar sekurang-kurangnya sekali dalam pilihan raya bebas. Lanjutan dari itu, demokrasi merupakan apa yang dinamakan peraturan undang-undang adalah yang tertinggi untuk memberi kesaksamaan kepada semua penduduk dan kepatuhan kepada negara (pemimpin) terhadap undang-undang tersebut. "Antara lain pemimpin, mesti menghormati hak rakyat untuk bebas bersuara, berfikir, beribadat, perniagaan, memiliki harta dan sebagainya dengan kuasa tentera mesti berada di bawah kerajaan sivil yang dipilih secara demokrasi itu," katanya yang terkenal sebagai pakar sejarah ekonomi dunia. Beliau yang merupakan pensyarah di beberapa buah universiti terkenal seperti di di Bogazici, Koc, Fatih dan Bahcesehir Istanbul, Turki dan pada tahun 2006 di Universiti Ludwig Maximillian Munich, Jerman seterusnya menyenaraikan pelbagai faktor bagi memungkinkan sistem demokrasi itu menjadi salah satu dari komponen tambahan dalam Maqasid al Syariah. "Statistik menunjukkan dari 20 negara yang kaya pada tahun 2003, 19 dari mereka merupakan negara demokrasi kapitalis. Lazimnya dengan status negara yang kaya itu, ia dijadikan kayu pengukur oleh pihak antarabangsa sebagai negara yang berjaya. "Jadi kita perlu menerima sesebuah negara yang mengamalkan demokrasi itu sebagai negara-negara yang berjaya," katanya. Alasannya? Beliau mendapati kebanyakan negara yang mengamalkan demokrasi merupakan negara yang begitu menghormati hak-hak asasi yang paling asas iaitu kemanusiaan. Menurut Dr. Murat, jika dilihat demokrasi dan kaitannya dengan peperangan, 70 peperangan telah meletus sejak tahun 1816 sehingga tahun 1991, iaitu mengambil masa selama 175 tahun setelah berakhirnya peperangan era Napoleon. Iaitu siri-siri perang yang melibatkan 353 pihak-pihak yang berperang. "Daripada jumlah ini peperangan yang melibatkan negara yang bukan demokrasi dengan negara lain yang juga bukan demokrasi sebanyak 198 kes manakala peperangan yang melibatkan negara demokrasi dengan negara bukan demokrasi sebanyak 155 kes. "Dan yang menariknya tiada peperangan yang berlaku melibatkan permusuhan antara sebuah negara demokrasi dengan sebuah negara demokrasi yang lain," jelasnya. Perkara ini membuktikan demokrasi memberikan kesejahteraan kerana pembangunan ekonomi dapat bergerak dengan cergas tanpa dihalang oleh api-api permusuhan dan peperangan. "Jelas sekali, terdapat hubungan yang cukup rapat antara demokrasi dan pembangunan ekonomi, justeru kita perlu melahirkan lebih banyak negara yang mengamalkan demokrasi atau menjadikan demokrasi sebagai satu sistem pentadbiran paling utama dalam politik dunia," kata Dr. Murat. Antara fakta lain yang menarik perhatian adalah apabila Dr. Murat menceritakan mengenai kekejaman peperangan yang telah membunuh berjuta-juta umat manusia, iaitu akibat sistem demokrasi tidak menjadi amalan. Katanya, dari tahun 1900 sehingga 1987, hampir 170 juta umat manusia terbunuh hanya berpunca dari sebab-sebab politik bukan disebabkan sebagai anggota tentera di medan atau zon-zon peperangan. "Apabila dipecahkan angka itu, didapati negara yang mengamalkan pemerintahan secara totalitarian dan autokrasi telah membunuh seramai 166 juta umat manusia manakala pembunuhan yang berlaku di negara pengamal demokratik akibat serangan bom hanya mengakibatkan seramai dua juta penduduknya yang mati. "Dari keseluruhan jumlah manusia yang mati terbunuh tersebut, 98 peratus darinya adalah terdiri dari rakyat sivil atau penduduk awam yang tidak berdosa yang dibunuh oleh pemimpin-pemimpin diktator mereka," kata beliau. Dr. Murat turut menyenaraikan jumlah pembunuhan beramai-ramai di sepanjang abad ke 20 lalu, iaitu melibatkan negara bukan demokratik yang membunuh rakyatnya sendiri. 1) Empayar Uthmaniah membunuh hampir satu juta rakyatnya yang berbangsa Armenia, 2) Komunis Soviet Union membunuh seramai 62 juta rakyat, 3) Komunis China membunuh seramai 35 juta rakyat 4) Nazi Jerman membunuh seramai 21 juta rakyat 5) Rejim Polpot membunuh seramai dua juta rakyat 6) Rwanda dalam tempoh tiga bulan satu juta penduduk awam 7) Pembunuhan penduduk Bosnia oleh Serbia, seramai 200,000 mangsa, 40,000 penduduk diperkosa dan dua juta lagi terpaksa melarikan diri. Tegas Dr. Murat, pembunuhan terhadap 170 umat manusia ini, malah dijangka angka tersebut jauh melebihi pada hari ini merupakan plak atau kekotoran yang begitu mencemari kehidupan, yang didakwa semakin bertamadun dan dalam peradaban yang tinggi. "Bagi mencuci plak-plak kotor ini boleh dilakukan dengan pemisahan kuasa eksekutif, legislatif dan perundangan serta usaha perlu ditumpukan untuk memberi perubahan besar kepada kepada peraturan dan undang-undang di samping tumpuan yang sama perlu diberikan untuk menguatkan kebebasan hak-hak asasi manusia," ujarnya. Beliau turut memberikan hujah bagaimana demokrasi mampu menjadi jalan penyelesaian kepada masalah kebuluran. Dr. Murat memberi contoh yang berlaku di India selepas negara itu mencapai kemerdekaan dari penjajahan British dan mengamalkan sistem demokrasi (terbesar di dunia) pada tahun 1943. Menurutnya India mampu mengatasi masalah kebuluran itu walaupun soal kemiskinan masih menghantui pada sebahagian dari penduduknya yang padat itu. "Masalah kebuluran didapati hanya berlaku di negara-negara yang dijajah oleh kuasa asing seperti Ireland dan India atau di negara yang ditadbir oleh rejim-rejim komunis dan para diktator. Ini termasuklah seperti Sudan dan Korea Utara," katanya. Dr. Murat menguatkan hujah mengenai pro demokrasi kerana sistem itu sama sekali tidak berlawanan atau bercanggah dengan prinsip-prinsip Islam. "Ini apabila Rasulullah SAW sendiri tidak pernah atau enggan menentukan sendiri pengganti baginda apabila baginda wafat. "Baginda tidak pernah menamakan sesiapa sama ada dari kaum keluarga mahupun pengikut baginda sebagai pemimpin Islam yang baru. "Situasi ini boleh diterjemahkan sebagai satu asas atau prinsip demokrasi dalam Islam apabila baginda menyerahkan kepada kebijaksanaan terutama kalangan para sahabat bagi menentukan pilihan yang paling sesuai untuk mengetuai umat Islam ketika itu," katanya. Beliau terus menegaskan bahawa pemerintahan oleh diktator secara hierarki adalah berlawanan dengan prinsip dan roh Islam. "Ini kerana pemerintahan negara yang baik atau hakimiyyah adalah milik Allah dan apa sahaja yang menjadi milik kepada Allah dan sebagai manusia kita sama sekali tidak boleh bertindak mengikut hawa nafsu dan kepentingan diri sendiri," katanya.

02 June 2009

Kemelut Selatan,Parti Demokrat di Persoalkan

Setelah 5 bulan lebih berbulan madu kerajaan pimpinan Abhisit dari Parti Demokrat sebagai ketua parti gabungan.Kini anak buah yang juga Ahli Parlimen didalam kawasan Selatan yang sengit bertelagah melahirkan kebimbang terhadap kedudukan parti itu pada kaca mata rakyat. Lantaran daripada pihak parti telah banyak menaburkan janji sewaktu memulakan ambil alih kerajaan dari parti lawannya - Parti Phua Thai,penyokong kuat bekas PM.Taksin. Sumber melahirkan perasaan bimbang jika sekarang ditakdirkan adakan pilihan raya kerana sampai hari ini kerajaan belum lagi dapat menunjukkan kewibawaannya terhadap polisi yang diwarwarkan kepada rakyat. (selanjutnya berita dalam Bahasa Thai.) สำรวจผลงาน 5 เดือนรัฐบาลปชป. "ไฟใต้"รัดคอประชาธิปัตย์ วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2009 09:15น. ปกรณ์ พึ่งเนตร โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา "ตอนนี้ในพรรคกำลังเครียดกับปัญหาภาคใต้มาก โดยเฉพาะ ส.ส.ใต้ เพราะไปประกาศนโยบายกับชาวบ้านไว้เยอะ แต่ผ่านมา 5 เดือนแล้วยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม บอกตรงๆ ถ้าเลือกตั้งพรุ่งนี้ ไม่รู้ ส.ส.ใต้จะเหลือกี่ที่ บางคนไม่กล้ากลับไปหาชาวบ้านแล้ว เพราะตอบคำถามไม่ได้" เป็นถ้อยคำระบายความอึดอัดใจกับผลงานการจัดการปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จาก "คนใน" ของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล และเป็น "คนใน" ของพื้นที่ในฐานะผู้แทนราษฎรใน 5 จังหวัดชายแดน ต้องยอมรับว่าทันทีที่เกิดการ "พลิกขั้วรัฐบาล" จากพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งหนึ่งที่เรียกความเชื่อมั่นจากผู้คนทั่วทั้งประเทศก็คือ "นโยบายดับไฟใต้" ที่เป็นวิกฤติเรื้อรังมายาวนานกว่า 5 ปี เหตุเพราะพรรคประชาธิปัตย์คือ พรรคที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาชายแดนใต้อย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองในรัฐสภา โดยนโยบายเด่นๆ ประกอบด้วย 1.ตั้งองค์กรใหม่เพื่อรับผิดชอบภารกิจ "ดับไฟใต้" แบบบูรณาการ นโยบายนี้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 โดยบอกว่ายกร่างกฎหมายเตรียมไว้แล้ว มีอำนาจเมื่อไหร่ส่งเข้าสภาได้ทันที 2.ตั้งรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี 1 คนรับผิดชอบปัญหาภาคใต้เป็นการเฉพาะ เรียกง่ายๆ ว่า "รมต.ดับไฟใต้" นโยบายนี้ประชาธิปัตย์ก็ประกาศเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งเช่นกัน 3.ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ประกาศเอาไว้เมื่อครั้งรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ย้ำจุดยืนเรื่องนี้หลายครั้ง ไม่ว่าจะในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี 4.ตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ "ครม.ชุดเล็กดับไฟใต้" นโยบายนี้นำมาใช้หลังเข้ามาบริหารประเทศเมื่อต้นปี 2552 5.ทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ "พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ" ที่บังคับใช้ในพื้นที่มานานร่วม 4 ปี นโยบายนี้ นายอภิสิทธิ์ ประกาศชัดเจนช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายไร้รูปธรรม ผ่านมา 5 เดือนเต็ม ลองมาติดตามกันดูว่านโยบายแต่ละเรื่องที่เคยประกาศ รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำไปถึงไหนแล้ว... 1.ตั้งองค์กรใหม่ดับไฟใต้ ถึงวันนี้ร่างกฎหมายที่ชื่อ "ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ยังไม่ผ่านแม้ในชั้นคณะรัฐมนตรี 2.ตั้งรัฐมนตรีดับไฟใต้ ถึงวันนี้มีเพียง นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่นายกฯมอบหมายให้ดูแลปัญหาภาคใต้เพิ่มเติมจากภารกิจปกติ 3.ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ถึงวันนี้ยังถูกตั้งคำถามว่าเป็นยุค "การทหารครอบงำการเมือง" หรือไม่ 4.ตั้งครม.ชุดเล็กดับไฟใต้ ถึงวันนี้ประชุมกันไปเพียง 1 ครั้ง 5.ทบทวนการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ แต่ถึงวันนี้ผ่านมา 5 เดือน รัฐบาลต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปแล้วถึง 2 ครั้ง เพียงแต่ครั้งต่อไป (เดือน ก.ค.2552 ซึ่งจะครบ 4 ปีของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้) มอบหมายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ประเมินผลอย่างเป็นทางการ การเมืองนำการทหาร? ประเด็นที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามมากที่สุดเกี่ยวกับภารกิจดับไฟใต้ คือ ปมปัญหาเรื่องงบประมาณ ซึ่งแบ่งได้กว้างๆ เป็น 2 ก้อน คืองบดับไฟใต้ในภาพรวม และงบความมั่นคง ภายใต้การกำกับดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ที่มีกองทัพเป็นกลไกสำคัญ จากเอกสารของสำนักงบประมาณ พบว่า งบประมาณภาพรวมในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2552 กล่าวคือ งบปกติของหน่วยงาน ปี 2547 อยู่ที่ 5,039 ล้านบาท จากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2551 อยู่ที่ 15,488 ล้านบาท และปี 2552 พุ่งสูงถึง 27,547 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีงบซีอีโอ, งบกลาง, งบค่าใช้จ่ายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้, รายการค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ, รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเยียวยา (ตัวเลขรวม 5 ปีอยู่ที่ 9,959 ล้านบาท) จากงบทุกหมวดแยกเป็นรายปีจะพบว่า งบดับไฟใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2547 จำนวน 13,450 ล้านบาท เป็น 13,674 ล้านบาทในปี 2548 จากนั้นปี 2549 เพิ่มเป็น 14,207 ล้านบาท ปี 2550 ขยับขึ้นอีกเป็น 17,526 ล้านบาท ปี 2551 ทะลุไปถึง 22,988 ล้านบาท และปี 2552 อยู่ที่ 27,547 ล้านบาท รวม 5 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 109,396 ล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ 1.09 แสนล้าน พิจารณาจากยอด 1.09 แสนล้าน แยกเป็นงบด้านความมั่นคง 51,385 ล้านบาท และงบพัฒนา 58,011 ล้านบาท สรุปว่างบความมั่นคงใช้ไปเกือบเท่างบพัฒนา ภาพยิ่งชัดขึ้นหากพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรรายกระทรวง ประจำปี 2552 จากยอดรวมงบประมาณทั้งสิ้น 27,547 ล้านบาท กล่าวคือ กระทรวงกลาโหม 7,824 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.40 ของงบประมาณทั้งหมด สำนักนายกรัฐมนตรี (รวม กอ.รมน.) 7,656 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.79 กระทรวงสาธารณสุข 2,783 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.11 กระทรวงมหาดไทย 2,134 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.75 กระทรวงคมนาคม 1,884 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.84 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.94 กระทรวงศึกษาการ 758 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.75 และอื่นๆ 2,868 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.41 จะเห็นได้ว่ากระทรวงกลาโหม และ กอ.รมน.ได้รับจัดสรรงบประมาณดับไฟใต้เกินกว่าร้อยละ 50 ของยอดงบประมาณทั้งหมด ขณะที่กระทรวงอื่นๆ ได้รับลดหลั่นกันลงมา ที่น่าใจหายก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบประมาณในระดับรั้งท้าย แม้ตัวเลขงบประมาณในภาพรวม และงบที่ได้รับจัดสรรรายกระทรวงจะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันมากนัก เพราะเป็นงบที่ถูกตั้งไว้ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร แต่ปัญหานี้ก็เป็นประเด็นท้าทายยุทธศาสตร์ "การเมืองนำการทหาร" ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ และน่าจับตาว่าจะ "ผ่าทางตัน" ไปได้อย่างไร ทึ้งงบ...ปัญหาซ้อนปัญหา การที่งบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่กระทรวงกลาโหม และกอ.รมน.มากกว่าร้อยละ 50 สะท้อนชัดว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มา (รวมถึงชุดปัจจุบัน) ยังให้น้ำหนักกับภารกิจด้านการทหารมากกว่าการพัฒนา สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานแก้ไขปัญหาที่ใช้ กอ.รมน.ภาค 4 เป็นหน่วยนำ โดยที่หน่วยปฏิบัติอื่นๆ ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งควรจะเป็นหัวหอกในด้านงานพัฒนาและสร้างความเข้าใจ ล้วนอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ กอ.รมน. ข้อมูลจากการตรวจสอบของคณะกรรมการธิการสภาผู้แทนราษฎรชุดต่างๆ ยังพบว่า งบประมาณที่ กอ.รมน.ได้รับปีล่าสุด ตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 7,500 ล้านบาท เป็นงบที่ได้รับจัดสรรโดยไม่ต้องชี้แจงรายละเอียด พูดง่ายๆ ก็คือ "เอาเงินไปก่อน ค่อยคิดโครงการทีหลัง" จึงถูกตั้งคำถามมาตลอดถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายว่า ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาจริงหรือไม่ นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามว่า ศอ.บต. ได้รับงบประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 7,500 ล้านบาทที่ กอ.รมน.ถืออยู่ โดยต้องเบิกจ่ายจาก กอ.รมน. ถ้าเป็นอย่างนี้ ศอ.บต.ก็แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย งบประมาณ 2 หมื่นกว่าล้าน ได้บริหารไม่ถึง 10% แล้วจะตอบสนองกับยุทธศาสตร์ "การเมืองนำการทหาร" ได้อย่างไร "ยุทธการพิทักษ์แดนใต้สามารถทำลายเครือข่ายอาร์เคเคไประดับหนึ่ง ตรงนี้ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการทางทหารได้ผล แต่แทนที่รัฐบาลจะอาศัยจังหวะนี้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความยุติธรรม และการศึกษา แต่เรากลับไปไม่ถึงจุดนั้น แทนที่จะรุกทางการเมืองมากขึ้น เรากลับชะลอ คล้ายๆ หมอเลี้ยงไข้ ให้กินยาพาราฯไปเรื่อยๆ" เขาย้ำว่า ปัญหางบประมาณกำลังจะเป็นปัญหาซ้อนปัญหา และหนักกว่าปัญหาความไม่สงบ สุดท้ายจะกลายเป็นกับดักทำให้แก้ปัญหาภาคใต้ยากขึ้นไปอีก "ถ้าคิดว่างบของตัวเอง ใครแตะไม่ได้ ก็จะแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ผมไม่เชื่อว่าคนๆ หนึ่งจะเก่งทุกเรื่อง ทหารจะสอนหนังสือดีกว่าครูได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคง แน่นอนทหารย่อมเก่งกว่าทุกหน่วย" นายนิพนธ์ ระบุ ปมกฎหมาย...สู่ปมขัดแย้ง อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามไม่แพ้เรื่องงบประมาณ ก็คือร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรพิเศษดับไฟใต้ ซึ่งล่าสุดร่างกฎหมายยังไปไม่ถึงไหน ซ้ำยังมีการแก้ไขหลักการไปจากร่างเดิมของ นายนิพนธ์ ที่ให้ตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ "สบ.ชต." เป็นหน่วยงานอิสระขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่ร่างใหม่เป็นหน่วยงานที่ยึดโยงกับโครงสร้างกระทรวงมหาดไทย และทำหน้าที่คล้าย ศอ.บต.ในปัจจุบัน เพียงแต่ให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้เองเท่านั้น ว่ากันว่าขนาดปรับแก้เนื้อหากันขนาดนี้แล้ว ฝ่ายทหารก็ยังไม่ยอมรับ และนี่เองคือเหตุผลที่ร่างกฎหมายถูกซุกไว้ในลิ้นชัก... ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงหลักการกฎหมายจากร่างเดิมของนายนิพนธ์ ให้ไปยึดโยงกับมหาดไทย ก็ทำให้เกิดปมร้าวลึกภายในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่ นายนิพนธ์ กับนายถาวร เป็น ส.ส.จังหวัดเดียวกัน "ถ้าผู้ว่าฯ นายอำเภอไม่ให้ความร่วมมือ มันไม่เวิร์คแน่ หากเป็นโครงสร้างที่ขึ้นกับสำนักนายกฯ แล้วให้คนของมหาดไทยไปอยู่ในนั้นคงไม่มีใครเอา ที่สำคัญคือเครือข่ายของมหาดไทยมีทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล อส. ชรบ. ข้าราชการส่วนภูมิภาคตั้งแต่ศาลากลางจังหวัดลงไปถึงอำเภอ ตำบล ถามว่าสำนักนายกฯสั่งใครได้ไหม...ไม่มีทาง" เป็นคำอธิบายของ รัฐมนตรีถาวร ซึ่งสะท้อนชัดว่าแนวคิดขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว! เป็นความขัดแย้งท่ามกลางเสียงบ่นดังๆ จากผู้ใหญ่ในพรรคว่ารัฐบาลตั้งรัฐมนตรีรับผิดชอบปัญหาภาคใต้แบบ "ผิดฝาผิดตัว" หรือไม่ ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคผู้มากบารมี ก็เคยตำหนิผ่านสื่อหลายครั้งว่า นายถาวรลงพื้นที่น้อยเกินไป และแทบไม่เคยลงพื้นที่พร้อมกับนายถาวรเลย Sumber:www.isranews.org

26 May 2009

จีดีพีไตรมาสแรก"-7.1%" สัญญาณ "ศก.หดตัว"ชัดเจน

Dewan Pembangunan Ekonomi dan Masyarakat Nasional.(Thailand) menunjukan GDP. tiga bulan pertama tahun ini di 7.1% minus dipercayai paling teruk sekali lepas ini akan baik jika tidak berlaku kegawatan lagi, dianggarkan dalam tempoh setahun akan jatuh keparas minus 3.5-2.5% lebih banyak dari dulu yang dianggarkan hanya minus 1-0% Justeru memberi amaran jika perancangan peransang ekonomi kali ke-2 terkandas tentu akan bermasalah, Perdana Menteri Abhisit menerima paling teruk namun masih baik lagi dari beberapa buah negara. สภาพัฒน์เผยตัวเลข"จีดีพี" ไตรมาสแรกปีนี้ ติดลบ 7.1% เชื่อจุดต่ำสุดแล้ว หลังจากนี้จะดีขึ้น หากไม่มีเหตุวุ่นวายอีก คาดทั้งปีติดลบ 3.5-2.5% เพิ่มจากเดิมที่คิดว่าจะติดลบแค่ 1-0% ระบุหากแผนกระตุ้น ศก.รอบ 2 สะดุด มีปัญหาแน่ "มาร์ค"รับหนักสุด แต่ยังดีกว่าบางประเทศ ธปท.ชี้แย่กว่าที่คาด แต่เริ่มมีสัญญาณดี กำลังการผลิตอุตฯเพิ่มจาก 50% เป็น 60% ตัวเลขจีดีพี ไตรมาสแรกของปี 2552 อยู่ที่ -7.1% เป็นอัตราหดตัวติดลบ เมื่อเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันของปี 2551 และเป็นการติดลบสองไตรมาสต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ -4.2 % คาดว่าจีดีพี ทั้งปี 2552 จะอยู่ที่ ติดลบ 3.5% ติดลบ 2.5% แต่จุดที่เป็นไปได้มากที่สุดน่าจะอยู่ที่ -3% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ติดลบ 1-0% หลังจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงมากขึ้น ผลจากการที่เศรษฐกิจหดตัว สองไตรมาสติดต่อกันชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวอย่างชัดเจน จากการพิจารณาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แม้ว่าภาคการเกษตรยังเป็นตัวค้ำจุนอยู่ และช่วยไม่ให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัวมากกว่านี้ และหากเปรียบเทียบตัวเลขจากปีที่แล้วพบว่ายังมีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในส่วนปัจจัยนอกภาคการเกษตรยังได้รับผลกระทบหนักอยู่ โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งล่าสุด ในเดือนเมษายนองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงจากที่คาดไว้ เมื่อเดือนมกราคมว่า จะขยายตัว 5.0% มาเป็น 1.3% ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงมากขึ้น ขณะที่ประเทศที่เกี่ยวข้องกับไทยรวมถึงประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็อยู่ในอัตราหดตัวเช่นกัน โดยสหรัฐ อยู่ที่ -2.6% ยุโรปอยู่ที่ -4.6% ญี่ปุ่น -9.7% ไต้หวัน -10.2% ฮ่องกง -7.8% และสิงคโปร์ อยู่ที่ -10.1% ซึ่งในส่วนของประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่พึ่งพาการส่งออกทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบติดลบประมาณ 20-25%