17 August 2009

Ustaz Asri Ibrahim

'INNA LILLAHI WA INNA ILAIHI RAJIOON' Saya menumpang sedih bersama kelaurga dan para peminat setia beliau seluruh dunia. Saya mula terpikat dengan karya dakwah beliau semasa beliau bersama ustaz Asyari Muhammad,al-Arqam ke pejabat kami,Persatuan Belia Islam Thailand di Yala hampir 20 thn. dulu.Saya masih menyimpan kaset ansyid beliau yang lama-lama sampai kini walaupun kaset takbertahan lama namun koleksi nasyid begini saya yakin susah nak cari ganti pada masa akan datang.Sebuah lagu nasyid dalam koleksyen saya berjodol DUNIA BARU ISLAM saya pernah buat Jinngle rancangan radio saya JENDELA MASYARAKAT. Saya sungguh terkejut dengan pemergian beliau. ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของศิลปินนักเผยแพร่ศาสนาที่มีความอัจฉริยะทางโสตของโลกอิสลามอีกท่านหนึ่งที่มีนามว่า อุซตาซอัซรี บินอิบรอฮีม ซึ่งผมรู้จักท่านในฐานะนักกวีในสังกัดของอดีตกลุ่มอัรกอมมาเกือบ20 ปีที่แล้ว ผมยังคงประทับใจและจัดเก็บรักษาไว้ผลงานของท่านในอดีตไว้อย่างดีถึงแม้จะอยู่ในรูปตลับเทปก็ตามแต่ต้องบอกว่า "ผมชอบมาก" ครับ มีเพลงหนึ่งในกลุ่มอนาชีดของอัล-อัรกอม มีชื่อว่า ดุนยาบารูอิสลาม ผมตัดบางตอนมาเป็นเพลงจิงเกิ้ล รายการ หน้าต่างสังคม ทาง สถานีวิทยุ กวส.7 ยะลาเกือบ10 ปี รู้สึกตกใจกับการจากไปของท่านจริง ๆ ครับ (อินนาลิลลาฮ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน)

15 August 2009

Aktivitas Politik Imam Hasan Al-Banna

Imam Hasan Al-Banna memimpin demonstrasi yang diprakarsai oleh Al-Azhar menuntut penyelesaian segera masalah-masalah yang menimpa Mesir. Aktifitas-aktifitas politik yang pernah Beliau lakukan bersama para ikhwah, di antaranya: a. Di sela-sela keberangkatan Naqrasy menemui Dewan Keamanan PBB, Imam Hasan Al-Banna mengundang seluruh lapisan masyarakat Mesir untuk mendatangi masjid-masjid sewaktu pelaksanaan shalat zhuhur untuk mendengarkan orasi umum membahas sengketa lembah sungai Nil, kemudian Imam Hasan Al-Banna memimpin demonstrasi yang diprakarsai oleh Al-Azhar menuntut penyelesaian segera masalah-masalah yang menimpa Mesir. b. Imam Hasan Al-Banna mengirimkan telegram pada Naqrasyi guna memprioritaskan penundaan pembahasan sengketa lembah sungai Nil dan menuntutnya agar fokus terlebih dahulu pada pembatalan perjanjian 1936, menabuh genderang “jihad” mengusir secara paksa penjajah Inggris dari tanah Mesir serta pernyatan bahwa Ikhwanul Muslimin telah siap maju ke medan jihad. c. Derasnya gelombang aksi protes, unjuk rasa dan demonstrasi rakyat Mesir membuat pemerintah Mesir dan pemerintah Inggris tertekan, sehingga memaksa mereka berpikir keras untuk bersedia membatalkan perjanjian dan nota kesepahaman 1936. d. Aktifitas dan kerja politik lain yang dilakoni Imam Hasan Al-Banna adalah pengiriman delegasi-delegasi politik yang mengurus pembebasan Mesir dari penjajahan dan kolonialisme. e. Pemusnahan semua hal yang berkaitan dengan Inggris di Mesir, ketika setiap anggota ikhwan di masing-masing provinsi mengumpulkan semua buku-buku, majalah-majalah dan surat kabar berbahasa Inggris setelah itu dibakar di lapangan-lapangan umum sebagai bentuk aksi protes terhadap kebijakan politik koloialis Inggris. f. Penugasan delegasi-delegasi untuk menyerukan pemboikotan semua tulisan berbahasa Inggris serta pemusnahan semua spanduk, baliho dan papan pengumuman berbahasa Inggris yang terpampang di berbagai institusi, pusat-pusat perdagangan dan sebagainya, lalu menggantinya dengan spanduk-spanduk berbahasa Arab. Penugasan divisi khusus Ikhwanul Muslimin yang berkonsentrasi melakukan pembelaan sengketa lembah sungai Nil untuk menyebarkan ke seluruh penjuru Mesir jutaan selebaran bergambar hati yang diberi warna merah dan ditengah-tengahnya tertulis kata “usir kaum penjajah!!!” hingga pada waktu yang telah ditentukan semua rakyat Mesir keluar dan berkumpul dengan menyangkutkan tulisan tersebut di dada mereka. Sungguh merupakan pemandangan yang menarik. Aksi Mogok dan Demonstrasi Di antara bentuk pendidikan politik Imam Hasan Al-Banna dalam menghadapi peristiwa-peristiwa penting dunia perpolitikan Mesir adalah sebagai berikut:  Imam Hasan Al-Banna pernah mengadakan rapat pembentukan panitia inti yang akan mendialogkan upaya perebutan secara paksa hak rakyat Mesir yang telah dirampas oleh imperealisme Inggris. Dialog tersebut diselengarakan pada tanggal 5 Februari 1946. Sebagai tindak lanjut dari hasil dialog tersebut berupa aksi protes dan demonstrasi menuju istana Abidin. Dalam demonstrasi tersebut mereka menuntut raja Faruq untuk memperjuangkan hak-hak rakyat Mesir yang telah dirampas. Akibatnya, terjadi pembantaian besar-besaran di jembatan Abbas tanggal 9 Februari 1946. Segera setelah gelombang aksi protes yang dilancarkan, akhirnya rezim Neqrasyi tumbang, khususnya setelah gelombang aksi protes yang dikomandoi oleh Musthafa Mu’min, pimpinan mahasiswa Ikhwanul Muslimin di Universitas Al-Azhar.  Keterlibatan Ikhwanul Muslimin dalam beberapa aksi protes dan demonstrasi di masa rezim pemerintahan Ismail Shidqy. Dalam aksi tersebut, mereka menuntut Ismail berupaya mengembalikan hak-hak rakyat Mesir yang telah terampas. Dua tuntutan utama mereka adalah pengusiran Inggris dari tanah Mesir dan menggalang persatuan guna menyelesaikan sengketa lembah sungai Nil. Pengerahan massa guna melakukan unjuk rasa sebagai bentuk penegasan dan keseriusan tuntutan mereka atas instruksi dari Ikhwanul Muslimin pada tanggal 10 Mei 1946 dan tanggal 8 Juni 1946. Mereka juga mengungkapkan fakta-fakta yang menyuarakan dengan lantang kepada rakyat Mesir agar menuntut hak-hak mereka serta menolak perjanjian-perjanjian dengan penjajah Inggris serta instruksi melakukan pemboikotan total terhadap Inggris bidang ekonomi, pendidikan dan sosial. Dari Buku: Fikih Politik Menurut Imam Hasan Al-Banna. Penulis: Dr. Muhammad Abdul Qadir Abu Faris.

ทฤษฎี 3 อำนาจ

อำนาจและพลังทางสังคม 3 ชนิด หมายเหตุ ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นการเก็บความมาจากการบรรยายของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งบรรยายให้กับนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าฯ (ที่เดินทางมาศึกษาภาคสนาม ณ เขตจังหวัดภาคเหนือ) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ สวนบันรีสอร์ท อ.หางดง ในวันที่ 3 มิถุนายน 2543 เวลา 8.30 น. (ข้อมูลที่เก็บความมานี้ ได้มีการปรับปรุงขึ้นมาใหม่และจัดแยกหัวข้อตามที่ผู้เรียบเรียงเข้าใจ และประยุกต์ให้เข้ากันกับสื่ออิเล็คทรอนิค. ดังนั้น หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เรียบเรียงขอรับผิดชอบต่อข้อมูลเหล่านี้ที่นำเสนอ. สมเกียรติ ตั้งนโม) 1. พลังทางสังคมออกเป็น 3 ส่วนคือ 1. 1.พลัง”พลานุภาพ” หมายถึงพลังอำนาจซึ่งมาจากการใช้กำลัง เป็นอำนาจของการใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหา พลังชนิดนี้ ยิ่งใช้ความรุนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ยากมากทั้งฝ่ายที่ถูกกระทำและฝ่ายที่กระทำ และในท้ายที่สุดผู้ใช้ความรุนแรงนั้นก็จะอยู่ไม่ได้. (สังคมที่ใช้พลังแบบ”พลานุภาพ”นี้ เป็นสังคมในรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด มีมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน และมักเป็นสังคมที่ล้าหลัง) 1.2.พลัง”ธนานุภาพ” หมายถึงพลังอำนาจซึ่งได้มาจากการใช้อำนาจทางการเงิน แทรกซึมเข้ามาในการแก้ปัญหา หรือเข้าแก้ปัญหาโดยตรง. อำนาจที่มาจากเงินนี้ไม่มีสัญชาติ แผ่ซ่านแทรกซึมไปได้ทั่วและซับซ้อน มีความแนบเนียนจนผู้ที่ถูกใช้อำนาจชนิดนี้ไม่ทันรู้ตัว ดังนั้น จึงเป็นอันตรายมากเพราะผู้ถูกกระทำไม่ทันได้ระวังตัวเหมือนกับคนที่ใช้ความรุนแรงกับเรา 1.3.พลัง”สังคมานุภาพ” หมายถึงพลังทางสังคมหรือชุมชน บางท็เรียกว่า”ประชานุภาพ” พลังชนิดนี้เชื่อใน”อำนาจของความรู้”ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกัน ร่วมคิดร่วมทำ และการระดมสมองเพื่อเข้าแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นอำนาจในลักษณะของการประสานร่วมมือกัน อำนาจความรู้นี้มีความยั่งยืน. สำหรับ”สังคมานุภาพ”นี้ เป็นพลังอำนาจที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่จริงทางภูมิศาสตร์หรือทาง cyber space ก็ได้ โดยผ่านสื่ออีเล็คทรอนิค ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พลังเช่นนี้จึงมาจากหลายแหล่งความคิด และมีอำนาจในการแก้ไขปัญหาทุกชนิด โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง 2. รูปธรรมโครงสร้างทางอำนาจ 2.1.รูปธรรมทางโครงสร้างพลัง”พลานุภาพ” จะเป็นไปในลักษณะแนวดิ่งจากบนลงล่างตามลำดับ มีการสั่งการและมีผู้ปฏิบัติตาม. โครงสร้างทางอำนาจชนิดนี้มีลักษณะของผู้ชาย และอำนาจไม่ยั่งยืน กล่าวคือ เมื่อผู้มีอำนาจแบบนี้ตายลง โครงสร้างนี้ก็จะเสื่อมทรุดลง หรือบางครั้งก็พังครืนลงมา 2.2.รูปธรรมทางโครงสร้างพลัง”ธนานุภาพ” มีลักษณะเป็นแนวดิ่งและแนวนอน ทั้งในลักษณะของการสั่งการของผู้มีอำนาจเงินมากกว่าลงมาตามลำดับ และการแพร่กระจายไปตามแนวนอนแบบเชื้อโรค อีกทั้งยังทำงานร่วมกับอำนาจแบบ”พลานุภาพ”ได้ด้วย ซึ่งจะทำให้อำนาจความรุนแรงเข้มข้นมากขึ้น. ส่วนการสืบทอดอำนาจนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 2.3.รูปธรรมทางโครงสร้างพลัง”สังคมานุภาพ” จะเป็นไปในลักษณะแนวนอน และร่วมประสานความร่วมมือ อำนาจนี้มีความยั่งยืนกว่า และเป็นอำนาจแบบผู้หญิง คือถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีลักษณะของความเป็นผู้นำที่โดดเด่น หรือการสืบทอดอำนาจตลอดกาล 3. สังคมานุภาพ สังคมานุภาพ เกิดขึ้นมาได้จากหลายๆสาเหตุ บางครั้งเริ่มต้นขึ้นมาจากการพยายามหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์ อาจเริ่มจากความทุกข์ของปัจเจกชน และพัฒนาไปสู่การร่วมกันกับคนที่มีความทุกข์อย่างเดียวกัน และพยายามค้นหาทางออกพร้อมๆกัน. การร่วมทุกข์นี้ในทางพุทธศาสนาถือว่าจะทำให้ความรู้สึกทุกข์นั้นน้อยลง และที่สำคัญ การร่วมทุกข์ทำให้ได้มีการปรับทุกข์ ได้รับการปรึกษาหารือกัน จากหนักกลายเป็นเบา 4. หลักธรรมแห่งสังคมานุภาพ ในทางพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ได้กับพลังแห่ง”สังคมานุภาพ”คือ หลักแห่ง”อปริหานิยธรรม”(หรือ ธรรมะที่ไม่ทำให้ฉิบหาย)[ปริหานิยธรรม – ธรรมแห่งความฉิบหาย] ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้มีการ”หมั่นประชุมกันเนืองนิจ” ในหนังสือเรื่อง Making Democracy World : civic tradition of modern Itary เป็นหนังสือเกี่ยวกับการไปศึกษาเชิงเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของประเทศอิตาลีว่า ทำไมเมืองมิลาโน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี จึงมีความเจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง, แต่พอมาศึกษาที่ซิซิลี ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ทำไมจึงพบว่ามีแต่การคอรัปชั่น การฆ่ากัน การโกงกัน และมาเฟีย. ผมสรุปของการศึกษาเชิงเปรียบเทียบนี้ออกมาคือ เป็นเพราะเมืองมิลาโนมีประชาคม ในขณะที่ซิซิลีไม่มีประชาคม. การมีประชาคม ทำให้การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมดี มีศีลธรรม สรุปทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ หากใช้คำพูดที่รวบรัดและสั้นที่สุดก็คือ “ประชาคม”, “ประชาสังคม”, และ”ความร่วมมือกัน”นั่นเอง

03 July 2009

Seratus ribu tentera pun takdapat patahkan perjuangan jihad

Pemimpin tertinggi tentera melahirkan perasaan kesal terhadap perancangan ketenteraan di selatan Thai yang makin banyak dicurah badjet juga tenaga tentera masih juga tidak dapat mematahkan pertahanan pejuang kemerdekaan yang lahir semula ini. ส่งทหาร 3 แสนนายลงใต้ก็ไม่สงบ! เพราะศูนย์ดุล การรบอยู่ที่"สงครามความคิด" ไฟใต้ที่โหมกระหน่ำขึ้นมาอีกระลอก ทั้งๆ ที่รัฐบาลทุ่มงบลงไปแล้วเกือบ 1.1 แสนล้าน เปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว 5 ชุด แม่ทัพภาคที่ 4 อีก 5 คน มีกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอยู่ในพื้นที่กว่า 60,000 นาย ทำให้หลายฝ่ายต้องย้อนกลับมาทบทวนว่าอะไรคือความผิดพลาดบกพร่อง และอะไรกันแน่คือต้นตอของปัญหาภาคใต้ ไม่ต้องมาเหนียมอายปลอบใจกันอีกแล้วว่า "เราเดินถูกทาง" ในวงเสวนามุมมองคนทำงานภาคใต้ ในการสัมมนาโครงการสร้างความเข้าใจต่อแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดโดยกระทรวงยุติธรรม ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2552 พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตโฆษกกระทรวงกลาโหม ตอบคำถามถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังทบทวนเอาไว้อย่างน่าสนใจ พล.ท.ดร.พีระพงษ์ เริ่มต้นว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายตัวแปร ทฤษฎีที่นำมาอธิบายปัญหาก็มีหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีไหนตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด ถ้าค้นหาได้ ก็จะแก้ปัญหาภาคใต้ได้สำเร็จ ทั้งนี้ ทฤษฎีแรกที่พูดกันมากคือ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากปัญหาเชิงการจัดการ ฉะนั้นถ้าเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการก็จะแก้ปัญหาได้ ทฤษฎีที่ 2 คือปัญหาภาคใต้เกิดจากการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ ฉะนั้นหากจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจเสียใหม่ ก็จะแก้ไขได้ อย่างไรก็ดี ทฤษฎีที่น่าให้น้ำหนักมากที่สุด คือ "การผลิตซ้ำทางความคิด" ซึ่งมีกระบวนการในการดำเนินการ ผลิตซ้ำทางความคิดว่าคนที่นั่นไม่ใช่คนไทย เป็นคนมลายู ถูกรัฐไทยรุกรานทำให้ล่มสลาย ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ใช่เช่นนั้นทั้งหมด กระบวนการผลิตซ้ำทางความคิดที่ว่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม ต้องการยึดดินแดนคืน หรือเนชันแนลลิซึม (nationalism) เมื่อนำมารวมเข้ากับการตีความศาสนาอย่างเข้มข้นในลักษณะของญิฮาดลิซึม (jihadlism) จึงเกิดเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ "ฉะนั้นศูนย์ดุลของสงครามไม่ใช่เรื่องการทหาร ส่งกำลังไป 3 แสนนายก็ยึดได้แค่กายภาพ เฝ้าได้แต่เสาไฟฟ้า สถานที่ราชการ เมื่อฝ่ายก่อการเพิ่มตัวแปรมากขึ้น ก็ต้องแตกกำลังไปเรื่อยเพื่อไปยึดกุมทางกายภาพมากขึ้น ทั้งคุ้มครองครู คุ้มครองพระ คุ้มครองโน่นคุ้มครองนี่ แต่เอาชนะไม่ได้ เพราะศูนย์ดุลที่แท้จริงของสงครามอยู่ที่เรื่องทางความคิด ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครทำเลย" พล.ท.ดร.พีระพงษ์ กล่าวต่อว่า กระบวนการผลิตซ้ำทางความผิดใช้อัตลักษณ์ ศาสนา และความอยุติธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ฉะนั้นเวลาที่สถิติการก่อเหตุร้ายลดลง ส่วนตัวจึงเห็นว่าไม่ใช่คำตอบที่จะมาบอกว่าสถานการณ์ภาคใต้ดีขึ้น เพราะอาจเป็นช่วงที่ฝ่ายโน้นเงียบลงเพื่อเตรียมการอะไรบางอย่างก็ได้ "สถานการณ์ภาคใต้เป็นเรื่องทางความคิด เป็นเรื่องทางการเมืองเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าคิดแบบยุติธรรมทางอาญาคือจับคนไปเข้าคุก จะไม่มีวันแก้ปัญหาได้ มาตรา 17 สัตต (หมายถึงแนวทางการนิรโทษกรรม กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว) น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า ลองคิดดูว่าเรารักชาติ เขาก็รักชาติเหมือนกัน เพียงแต่อาจจะรักแบบหลงทาง เรื่องแบบนี้มีมิติทางการเมือง จะไปดูแต่ว่าเป็นความผิดแล้วให้ศาลลงโทษคงไม่ได้" ที่ปรึกษา สมช.กล่าวอีกว่า การใช้ประเด็นชาตินิยม อันที่จริงก็ใช้กันทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายก่อความไม่สงบก็ใช้ชาตินิยมมลายูมุสลิม ส่วนรัฐไทยเองก็พยายามทำลายความต่าง สร้างแต่ความเหมือน หากจะแก้ต้องเริ่มที่จุดนี้ "รัฐต้องมีคำตอบก่อนว่าจะเอาอย่างไรกับชนกลุ่มน้อย มีนโยบายเรื่องชนกลุ่มน้อยอย่างไร การแก้ปัญหาบางทีไม่ต้องใช้เงิน แต่ขออย่างเดียวว่าการจัดการปัญหาภาคใต้ต้องเป็นการเมืองของรัฐ ไม่ใช่การเมืองของพรรคการเมือง ไม่อย่างนั้นเปลี่ยนรัฐบาลที นโยบายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา" ส่วนยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารที่พูดกันมากนั้น พล.ท.ดร.พีระพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การเอาพลเรือนมาเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร แต่ต้องย้อนกลับไปดูความขัดแย้งที่แท้จริงว่าอยู่ตรงไหน อยู่ตรงอัตลักษณ์ใช่หรือไม่ ฉะนั้นหากผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาก้าวข้ามความแตกต่างไปได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ แต่ถ้าก้าวข้ามไม่ได้ คือไม่ได้ยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง ก็ขอให้กลับบ้านไปทำอย่างอื่นจะเหมาะกว่า!

30 June 2009

Neda ikon siapa?

CIA dikaitkan cubaan jadikan gadis Iran wira antikerajaan NEDA Aghan Soltan hanyalah gadis biasa Iran yang secara tiba-tiba menjadi popular selepas ditembak mati dalam satu tunjuk perasaan membantah keputusan pilihan raya Presiden negara itu, Sabtu lalu. Dalam sekelip mata, wanita berusia 27 tahun itu diangkat sebagai ikon pembebasan di Iran biarpun dirinya sudah tidak bernyawa lagi. Apatah lagi, namanya yang bermaksud ‘suara’ dalam bahasa Parsi, seakan melengkapkan lagi usaha pihak tertentu menjadikannya heroin pembebasan yang dilaungkan pembangkang serta pihak luar yang mahu melihat pembaharuan di Teheran. Apa yang pasti, imej detik-detik terakhirnya - tersungkur selepas ditembak, muka berlumuran darah dan cubaan menyelamatkannya terpampang di media Barat selain tersebar luas yang boleh diulang tayang di internet menerusi YouTube, Twitter dan Facebook dan di saksikan jutaan orang, sudah pasti meninggalkan kesan kepada mereka yang melihatnya. Renungan tajam matanya tepat ke kamera jurugambar amatur sebelum darah membuak dari mulut dan hidungnya akibat tembakan pada dadanya, hanya mengiyakan lagi tanggapan yang beliau sememangnya layak dinamakan ikon kerana menjadi mangsa perbuatan kejam pihak berkuasa. Tindakan kerajaan Iran melarang media membuat liputan bantahan jalanan itu, menyebabkan orang ramai sendiri menjadi sumber maklumat terpenting kekacauan itu. Kematian Neda saja dikatakan dirakamkan beberapa kamera selama 40 dan 14 saat dengan komen mendakwanya sebagai pejuang yang mati syahid. Namun, siapakah sebenarnya Neda? Apakah beliau seorang aktivis yang layak diberi gelaran ikon atau mangsa kerana secara kebetulan berada di tempat kejadian? Atau mungkinkah beliau dijadikan boneka pihak yang mahu menangguk di air keruh berikutan impak yang ditinggalkan Neda? Sebagai asas, maklumat berhubung pengenalan diri Neda juga mengandungi beberapa versi yang berbeza. Laporan awal menyatakan beliau sebagai remaja 16 tahun yang maut ditembak sewaktu berarak dalam tunjuk perasaan menentang kemenangan semula Presiden Mahmoud Ahmadinejad dalam pemilihan 12 Jun lalu. Versi seterusnya, mengesahkan Neda sebagai penuntut jurusan falsafah Universiti Islam Azad di Teheran. Anak kedua daripada tiga beradik, Neda tinggal bersama ibu bapanya di penempatan golongan pertengahan di timur ibu negara Iran. Beliau digambarkan sebagai seorang yang ceria dan positif. Biarpun belajar di universiti itu, Neda bukanlah seorang yang ekstrim pegangan agamanya. Beliau juga meminati muzik dan pernah mengikuti kelas biola sebelum berhenti dan belajar bermain piano. Malah, dia sudah pun membeli sebuah piano, tetapi jari jemarinya belum sempat memainkannya. Neda juga dikatakan suka mengembara dan baru pulang dari Turki, tiga bulan lalu. Kehadirannya di sekitar tempat bantahan di Amir-Abad juga ada beberapa catatan berbeza. Ada yang menyatakan beliau sememangnya menyertai perarakan antikerajaan itu manakala satu laporan lain mendakwa beliau menaiki kereta bersama seorang ahli keluarga dan guru pianonya. Kereta mereka terperangkap dalam kesesakan akibat perarakan itu. Berikutan keadaan panas, Neda melangkah keluar daripada kereta itu, berdiri dan sempat menggeliat untuk menghilangkan lenguh. Tunangnya, Caspian Makan, dalam temubual dengan Perbadanan Penyiaran Britain (BBC), Isnin lalu, mendakwa Neda mangsa yang terperangkap di tengah-tengah pertembungan perarakan antikerajaan dengan anggota keselamatan. Neda, kata Makan, tidak mewakili mana-mana parti politik dan cuma prihatin dengan masa depan negaranya itu. “Dia berada dalam kereta dan ditembak selepas keluar untuk mendapatkan udara segar. Orang ramai cuba menyelamatkannya sejurus ditembak tetapi mati sebelum sempat tiba di Hospital Shariati,” kata Makan, mendakwa keluarga Neda juga terpaksa berdepan kesukaran ketika menuntut jenazahnya. Beberapa organ penting badannya turut diambil bagi tujuan pendermaan. Makan menuduh tunang tersayangnya itu ditembak anggota Basij - kumpulan militia prokerajaan berpakaian awam dalam kejadian pada hari kelapan bantahan yang meragut 10 nyawa dan lebih 100 lain cedera. Andaian lain pula mendakwa tembakan itu mungkin dilakukan pegawai tentera atau pun pihak asing seperti Agensi Perisikan Pusat Amerika Syarikat (CIA) yang sememangnya mahukan suasana huru hara itu berterusan. Agak menghairankan, mengapakah imej Neda ditembak dirakam beberapa kamera yang seakan ‘bersedia’ di tempat kejadian yang diketahui menjadi bukti penting untuk dipaparkan dunia menerusi internet? Apa yang pasti, peranan individu yang dijadikan wira, disifatkan alat terbaik menagih simpati ramai. Malah, jika diteliti, berbanding senjata canggih, senjata lain yang tidak kurang hebatnya bagi mencetuskan rasa marah adalah dengan memanipulasi perasaan simpati. Ini menyebabkan kaitan teori konspirasi asing itu tidak boleh diketepikan. Berbanding negara Arab lain, Iran disifatkan negara tembok besi yang sukar ditembusi kuasa luar. Tambahan pula ketika ini, Amerika mahu pun negara sekutunya, Israel kian gusar dengan tindak tanduk Iran memperhebatkan program nuklearnya yang biarpun didakwa Teheran bersifat memenuhi permintaan awam yang dahagakan kuasa elektrik, sebaliknya dituduh Barat sebagai cubaan menghasilkan senjata nuklear. Usaha mendekati Ahmadinejad juga bukan mudah. Lalu pilihan yang ada adalah dengan mengambil kesempatan di atas kemelut politik yang melanda ketika ini. Penulis dan penganalisis, Paul Craig Roberts dalam tulisannya pada 19 Jun lalu mendakwa apa yang berlaku di Iran sekarang sebagai 'revolusi warna’ di Iran. Beliau mendakwa wujudnya bukti yang menunjukkan sejak 2007 lagi, CIA sudah merancang untuk menggulingkan kerajaan Iran. Ini termasuk laporan media Amerika, ABC News pada 2007 yang mendakwa CIA menerima kelulusan Presiden (George W Bush) melaksanakan operasi rahsia mengkucar kacirkan kerajaan Iran. Malah pada 29 Jun 2008, wartawan terkenal Amerika yang memenangi banyak anugerah kerana laporan berbentuk penyiasatan, Seymour Hersh, turut mendedahkan misi rahsia Amerika terhadap Iran. Beliau yang memetik kenyataan pegawai dan bekas pegawai agensi perisikan Amerika, tentera dan sumber Kongres mendedahkan persetujuan Kongres Amerika berhubung permintaan (bekas) Presiden Bush membiayai operasi sulit ke atas Iran. “Permintaan itu membabitkan peruntukan kewangan kira-kira AS$400 juta (RM1.4 bilion), seperti yang terkandung dalam dokumen ditandatangani Bush. Matlamat utamanya adalah untuk menggugat barisan kepemimpinan ulama Iran,” lapor Hersh. Sama ada dakwaan ini benar atau tidak, sukar disahkan dalam masa terdekat ini. Namun, berdasarkan apa yang berlaku di Iran sekarang, tidak mustahil kaitan itu ada rasionalnya. Cuma, agak menyedihkan apabila secara tiba-tiba Neda seperti dijadikan alat merealisasikan dan mengukuhkan misi rahsia ini. Hampir seminggu lalu, media barat, khususnya yang berpengaruh seperti CNN, terus memaparkan laporan demi laporan menyokong usaha menjadikan Neda sebagai ikon penentangan. Ini termasuk menyamakannya dengan seorang pelajar Universiti Kent State yang ditembak mati anggota pengawal keselamatan kerajaan dalam satu bantahan anti Perang Vietnam pada 1970. Tidak cukup dengan itu, diselitkan juga gambar lelaki yang berdepan kereta kebal tentera pada satu demonstrasi di Dataran Tiananmen, China. Anehnya, sikap ‘prihatin’ itu tidak pula dipaparkan media Barat sewaktu kematian aktivis keamanan Amerika, Rachel Corrie, yang mati digilis jentolak tentera Israel pada Mac, 2003. Corrie sanggup mempertaruhkan nyawanya mempertahankan rumah seorang doktor rakyat Palestin, isteri dan tiga anaknya daripada diranapkan askar rejim Zionis berkenaan. Malangnya, kematiannya cuma diratapi segelintir pihak. Berikutan itu, sudah semestinya sikap pilih kasih media dan kerajaan Barat mengangkat isu yang ada kepentingan bagi pihak mereka, wajar dikecam. Dan persoalan siapa pembunuh sebenar Neda dan apakah motif menjadikan Neda ikon gerakan pembebasan Iran dan pejuang syahid, juga sukar dijawab ketika ini. Namun apa lebih penting adalah kemampuan kita melihat motif kejadian dan bukannya menelan bulat-bulat apa yang dipaparkan pihak Barat. Terimakasih Berita Harian Online

24 June 2009

Kursus Agama dan Bahasa Melayu

ปฐมนิเทศผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร อิสลามศึกษา และภาษามลายูกลาง ยะลา: นายนรชัย วุฒิเจริญมงคล ผู้อำนวยการวืทยาลัยเทคนิคยะลา เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศการฝึกอบรมหลักสูตร อิสลามศึกษาและภาษามลายูกลาง ตามโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2552 ยุทธศาสตร์ที่ 2 (สอนภาษาที่ 2) ให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคยะลา ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 เวลา 16.00 น. ณ ห้องอินทผาลัม วท.ยะลา โดยวิทยากรจากมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นผู้ให้การฝึกอบรม หลักสูตร 40 ชั่วโมง ดูภาพเพิ่มเติม