04 May 2010

แถลงการณ์วันเสรีภาพสื่อโลก ให้ยุติใช้สร้างความเกลียดชัง โพลชี้เสรีภาพน้อยเกินไป

แถลงการณ์วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก วอนหยุดใช้"สื่อ"เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง โพลชี้เสรีภาพเสนอข่าวน้อยลง องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปีเป็น "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก" เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งคือเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้มวลมนุษยชาติตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชนที่จะต้องมีเสรีภาพ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายได้เห็นความสำคัญของวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก จึงขอเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนประเภทต่างๆ พึงตระหนักว่าท่ามกลางวิกฤติของประเทศในขณะนี้ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจะต้องวางเป้าหมายการรายงานข่าว “เพื่อสันติภาพ ความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม” กล่าว คือ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง รวมทั้งเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียม และต้องรายงานถึงสาเหตุของปัญหารวมถึงนำเสนอทางออก แม้ว่ารัฐธรรมนูญได้ให้หลักประกันในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย 2.ขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยุติการใช้สื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง โดยการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน สร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 3.ขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีความจริงใจในการปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เร่งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการจัดสรรและกำกับดูแลคลื่นความถี่ใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรม รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองคลื่นความถี่ต้องแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปตัวเองให้ตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยฝ่ายรัฐบาลต้องยุติการแทรกแซงและใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง 4.ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร เปิดใจให้กว้างรับฟังความเห็นที่หลากหลายจากสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม พึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับข่าวสารจากสื่อที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง 5.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำของทุกฝ่ายที่ละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน เป็นสิ่งที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่อาจยอมรับได้และจะต่อสู้เรียกร้องจนถึงที่สุด นอกจากนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ที่มีต่อ เสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ณ วันนี้ จำนวนทั้งสิ้น 1,251 คน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2553 สรุปผลได้ดังนี้ ประชาชนคิดว่า สื่อมวลชน ณ วันนี้ มีเสรีภาพมากน้อยเพียงใด มีเสรีภาพน้อยเกินไป 30.07% เพราะไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้เต็มที่ นำเสนอได้เพียงบางส่วน, มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชน มีเสรีภาพมากพอสมควร 28.10% เพราะสื่อปัจจุบันสามารถเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารได้หลายช่องทาง และสามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น อันดับ 3 มีเสรีภาพที่เหมาะสมแล้ว 21.57% เพราะการนำเสนอข่าวสารอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมาะสม, มีสมาคม องค์กรที่ควบคุมดูแลการทำงาน อันดับ 4 มีเสรีภาพมากเกินไป 20.26% เพราะอาศัยช่องทางของสื่อในการนำเสนอหรือแสดงความเห็นส่วนตัวมากเกินไป บางครั้งมีการนำเสนอข่าวและภาพที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ประชาชนต้องการให้ “สื่อมวลชน” มีบทบาทอย่างไร 30.19% เป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบเรื่องต่างๆในสังคมอย่างใกล้ชิด /เกาะติดสถานการณ์ 24.98% นำเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง พร้อมวิเคราะห์หาเหตุผล หาคำตอบหรือหาทางออกให้กับสังคม 20.63% ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ไม่ยึดติดกับผลตอบแทนใดๆ 13.48% มีอิสระในการทำงาน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร และ 10.72% สื่อทุกแขนงต้องช่วยกันรณรงค์ เผยแพร่เอกลักษณ์ วัฒนธรรมอันดีงามของไทยสืบต่อไป "สื่อมวลชน" สามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างไร มองว่า เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน /เรียกร้อง /หรือนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม 25.73% ช่วยกันนำเสนอข้อมูล ข่าวสารในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการนำเสนอเพียงเพื่อหวังผลทางธุรกิจ 23.56% สื่อทุกแขนงต้องร่วมมือร่วมใจกันเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง 20.64% สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือ อยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ /ยึดหลักจริยธรรมทางวิชาชีพ 16.19% ยอมรับฟังคำวิพากษ์ วิจารณ์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม 13.88% read more:www.matichon co.th

เบื้องหลัง"อภิสิทธิ์"ปิดเกม นปช.ชุมนุมยืดเยื้อเกือบ 2 เดือน รบ.ต่อสายเจรจาแกนนำบน2 เงื่อนไข

แหล่งข่าวจากคณะรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผย"มติชนออนไลน์"เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมถึงเบื้องหลังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศแนวทางปรองดอง 5 ข้อพร้อมกับเสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553ว่า นายอภสิทธิ์ได้หารือกับฝ่ายต่างๆรวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและตระเตรียมเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาหลายวันโดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการคือ 1. ต้องการให้เรื่องจบภายในวันที่ 5 พฤษภาคมเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เนื่องในวันฉัตรมงคลหรือเป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 (ทรงขึ้นครองราชย์วันที่ 9 มิถุนายน 2489) 2.การเตรียมพร้อมของฝ่ายความมั่นคง เพราะถ้านายกรัฐมนตรีเสนอแนวทางปรองดองและวันที่จะจัดการเลือกตังเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน แต่ไม่ได้รับการตอบรับหรือสนองตอบจากแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) อาจถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงต้องเข้าดำเนินการกับผู้ชุมนุม แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนแถลงเมื่อคืนวันที่ 3 พฤษภาคม รัฐบาลได้มีการพูดคุยกับแกนนำ นปช.บางคนถึงข้อเสนอต่างๆรวมทั้งวันจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งแกนนำ นปช.คนดังกล่าวยอมรับ แต่ก็มีปัญหาว่า แกนนำรายอื่นๆจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ แต่เมื่อนายกฯแถลงข้อเสนอออกไปก็ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีซึ่งต้องรอดูผลอย่างเป้นทางการต่อไป อนึ่ง กลุ่ม นปช.เริ่มชุมนุมใน กทม.ครั้งหลังสุดที่สะพานผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 และเพิ่มจุดชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553 รวมการชุมนุมแล้วเป็นเวลา 1 เดือน 23 วัน

แกนนำ นปช.ขานรับข้อเสนอนายกฯ

แกนนำ นปช.ขานรับข้อเสนอนายกฯ เตรียมถก-แถลงท่าที 4 พ.ค.นี้ Mon, 2010-05-03 23:35 แกนนำเสื้อแดง เตรียมหารือข้อเสนอนายกฯ พร้อมแถลงท่าทีในวันที่ 4 พ.ค.นี้ เชื่อเป็นแนวทางทางที่จะช่วยให้มีการเปิดประตูคุยกับรัฐบาลมากขึ้น ย้ำรัฐบาลไม่ควรปากว่าตาขยิบ เพราะแม้นายกฯ เสนอเจรจา แต่ ศอฉ.กลับออกมาขู่จับตายแกนนำ-เอารถหุ้มเกราะมาสลาย วันนี้ (3 พ.ค.53) เวลา 21.30 น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ยื่น 5 ข้อเสนอแผนปรองดอง และให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในวันที่ 14 พ.ย.ว่า ในเช้าวันที่ 4 พ.ค. จะมีการประชุมแกนนำ นปช.และแถลงท่าทีต่อข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี โดย นปช.ไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีในทันที แต่ต้องมานั่งคุยกันก่อน ซึ่ง นปช.ก็อยากให้วันฉัตรมงคลในปีนี้คนไทยไม่มีทุกข์ อยากให้สำเร็จก่อนวันที่ 5 พ.ค.และแม้จะไม่สำเร็จภายในวันที่ 5 พ.ค. แต่ก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนและมีการเปิดประตูพูดคุยกับรัฐบาลให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่นายกฯ เสนอมานั้น นปช.ต้องไปหารือว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะมีบางข้อ น่าจะทำได้เร็วกว่าที่รัฐบาลกำหนดเวลา เช่น ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจริงใจก็ใช้เวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ควรปากว่าตาขยิบ เพราะท่าทีแต่ละคนไม่เหมือนกัน นายกฯ เสนอเจรจา แต่ ศอฉ.กลับออกมาขู่บอกว่าจะจับตายบ้าง หรือนำรถหุ้มเกราะมาสลายบ้าง ด้านนายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.กล่าวว่า ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์เป็นเรื่องที่ดี เพราะ ทุกอย่างจะได้จบสิ้นเสียที ทุกคนจะได้กลับไปทำมาหากินอย่างปกติต่อไป นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. กล่าวว่า ถือว่าเป็นชัยชนะของคนเสือแดงในระดับหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลสามารถร่นระยะเวลา การยุบสภากว่าเดิม ส่วนเบื้องหลังการที่นายกฯ ออกมาแถลงครั้งนี้ เป็นเพราะแกนนำ นปช.กับรัฐบาลมีการหารือกันตลอดเวลา ซึ่ง นปช.ก็รู้อยู่แล้วว่า ผลต้องออกมาแบบนี้ ทำให้ที่ผ่านมานอนหลับอย่างมีความสุข เพราะไม่กังวลว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุม จตุพร-เหวง รับข้อเสนอปรองดองนายกฯ น่าสนใจ 22.00 น.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์รายการคมชัดลึกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวจากอาการป่วย เพิ่งได้ฟังข้อมูล แต่ไม่ประติดประต่อ เท่าที่ทราบมีทั้งสิ่งที่น่าสนใจและข้อสงสัย ซึ่งหากจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้น อาจหมายถึงจะมีการยุบสภาในเดือนกันยายน รัฐบาลจะอยู่ต่ออีกราว 4 เดือนครึ่ง ถือเป็นระยะเวลาที่น่าสนใจ เพราะอยู่ตรงกลางทางจากที่เคยมีความเห็นต่าง แต่ในส่วนเนื้อหา 5 ข้อนั้น ก่อนที่จะให้ความเห็นอะไรมาก ต้องขอทราบความชัดเจนก่อน นายจาตุรนต์ กล่าวถึงข้อเสนอในส่วนที่ยังเป็นคำถามว่า ยกตัวอย่างเรื่องการให้สื่อมีเสรีภาพ การที่รองนายกบอกว่าทุกวันนี้สื่อมีเสรีภาพ ไม่มีการแทรกแซงสื่อ ซึ่งหากเสรีภาพเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้คงไม่ใช่ เพราะอย่างที่รู้ว่าปัจจุบันมีการแทรกแซงสื่ออย่างมาก หรือเรื่องการดำเนินคดี ปัจจุบันมีการนำข้อกล่าวหาใหญ่ๆ มาจับแพะชนแกะแล้วให้ DSI รับไปสอบสวน ทำให้เป็นคดีการเมืองไปหมด คดีเหล่านี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ต้องมีการซักถามขอทราบรายละเอียดสาระสำคัญ นายจาตุรนต์ กล่าวว่าในส่วนตัวเงื่อนเวลา 4 เดือนกว่าบวกกับอีก 60 วัน คิดว่าระยะเวลานั้นน่าจะคุยกันได้ แต่อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถคิดแทน แกนนำ นปช.ได้ ด้าน น.พ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำ นปช.กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการเดียวกันว่า ไม่สามารถตัดสินแทนแกนนำ นปช.ทั้งหมดได้ แต่ข้อเสนอของนายกถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่น่าจะหาข้อสรุปที่สร้างสรรค์สำหรับประเทศได้ เพราะก่อนหน้านี้ที่ทูตจาก 5 ประเทศ (ประกอบด้วย เดนมาร์ค เบลเยียม ออสเตรีย เปรู และอาเจนตินา) เดินทางเข้าเยี่ยมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. แล้วทาง นปช.ได้มีการยื่นข้อเสนอยุบสภาใน 30 วัน แต่นายกกับปิดประตูแล้วยิง M16 ใส่ผู้ชุมนุม น.พ.เหวง กล่าวด้วยว่าเรื่องเงื่อนเวลานั้นจริงๆ ต้องไปพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะนปช.มีการทำงานแบบรวมหมู่ ต้องหารือกันก่อน เพราะวันนี้ผู้นำของนปช.กระจัดกระจายอยู่ในด่านต่างๆ ทั้ง 8 ด่าน ทุกคนไม่ได้ฟังการแถลงของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งหมดพร้อมๆ กัน ในส่วนของนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช.เองก็อยู่ระหว่างปราศรัยบนเวทีในช่วงเวลาเดียวกับที่นายกแถลงในหน้าจอพอดี ทั้งนี้การประชุมหารือเพื่อให้ได้คำตอบอาจมีขึ้นในคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้า เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระบวนการในการหาข้อสรุป น.พ.เหวง กล่าวว่าแกนนำนปช.ราว 30 คน หากรวมกันได้อย่างน้อย 20 คนก็สามารถมีการหารือกันได้ โดยมติจะมาจากเสียงข้างมาก “วันนี้เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์ คาดว่าน่าจะมีคำตอบที่ดีต่อข้อเสนอที่สร้างสรรค์นี้” น.พ.เหวงกล่าว

03 May 2010

มุมมุสลิม: นครปัตตานีหรือเขตบริหารพิเศษ :ความจริงจากพื้นที่ (2)

ความชัดเจนในเอกลักษณ์ทั้งสองประการดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาพอสมควรมีคนเป็นจำนวนมากปรารภว่าชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ไม่มีความรู้สึกเป็นไทยเท่าที่ควร จึงเกิดความพยายามในฝ่ายของรัฐที่จะส่งเสริมให้ชาวมุสลิมเหล่านี้มีความรู้สึกเป็นไทยแต่เราลืมไปว่า คำว่าไทยในความหมายที่ใช้อยู่ในขณะนี้มีสองความหมายด้วยกัน คือไทยในความหมายของสัญชาติ และไทยในความหมายของเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ความเป็นไทยในความหมายของเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์หมายถึง ความเป็นไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชีวิตและดำรงชีวิตมาโดยตลอดบนพื้นฐานของศาสนาพุทธหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นความเป็นไทยในแง่นี้ ชาวมุสลิมในสามหรือสี่จังหวัดภาคใต้จึงได้รับความลำบาก เพราะเขามีชาติพันธุ์เป็นมลายู และมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำสังคม แต่ความเป็นไทยในแง่ของสัญชาติ ชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้รับได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะว่าความเป็นไทยในแง่นี้ย่อมหมายถึงผู้ใดหรือกลุ่มใดก็ได้ ที่กอปรขึ้นมาเป็นประเทศเดียวกัน อาณาจักรเดียวกันภายใต้กฎหมาย และลัทธิการเมืองเดียวกัน อีกทั้งมีความผูกพันกับชาติบ้านเมืองที่ตนดำรงร่วมอยู่ ประเทศอื่นๆ หลายประเทศซึ่งประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์มิได้มีปัญหาในทำนองนี้หรือไม่ต้องมีความสับสนกับปัญหาทำนองนี้เพราะว่าประเทศเหล่านี้มีชื่อประเทศแยกออกจากชื่อของชาติพันธุ์ เช่น ประเทศมาเลเซียสิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์สหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วยชาวมลายู ชาวจีน ชาวอินเดีย ทุกกลุ่มสามารถอ้างความเป็นมาเลเซียนได้หมดอย่างเท่าเทียมกัน แต่สำหรับประเทศไทยเมื่อพูดถึงความเป็นไทย ก็จะต้องมีคำถามต่อไปว่าเป็นไทยในแง่เชื้อชาติหรือในแง่สัญชาติ เมื่อประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้มีเอกลักษณ์ 2 ระดับ ดังกล่าวนี้แล้ว ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้จึงแบ่งได้สองลักษณะเช่นเดียวกัน นั่นคือปัญหาทั่วไปและปัญหาชาติพันธุ์ ปัญหาทั่วไปหมายถึงปัญหาซึ่งเกิดขึ้นโดยทั่วไปสำหรับคนไทยทั้งประเทศไม่ว่าเป็นกลุ่มเหล่าใดหรือในภูมิภาคไหน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ส่วนปัญหาชาติพันธุ์ หมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นชาติพันธุ์หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีชาติพันธุ์มลายู เมื่อข้อเท็จจริงของประชาชนและปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเช่นนี้แล้ว คำว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเอกสารชิ้นนี้หมายถึงปัญหาชาติพันธุ์เท่านั้น และในการวิเคราะห์และนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะจำกัดเฉพาะในความหมายและขอบเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัญหาชาติพันธุ์จะมีลักษณะแตกต่างที่เด่นชัดจากปัญหาทั่วไป แต่ก็หาใช่ว่าจะสามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด อันที่จริงแล้ว ปัญหาทั้งสองลักษณะนี้มีความเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่หลายด้าน ดังนั้น ในการวิเคราะห์และเสนอแนะต่างๆ อาจจะต้องอ้างอิงและเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันตามความจำเป็น แต่ปัญหาที่เราประสงค์จะวิเคราะห์และมุ่งเน้นคือปัญหาชาติพันธุ์ เมื่อเราได้กำหนดขอบข่ายของปัญหาชัดเจนอย่างนี้แล้ว คำถามที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คืออะไร คือปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากปัญหาสามจังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันในสังคมเดียวกัน ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด คือปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ คือปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวไทยมุสลิมและรัฐบาลซึ่งเป็นไทยพุทธ ปัญหาความขัดแย้งอาจจะปรากฏขึ้นตั้งแต่ในระดับอ่อนเป็นการแสดงออกโดยท่าทีและกิริยา วาจา ไปจนถึงในระดับรุนแรงเช่น การปะทะด้วยอาวุธดังที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นต้น อนึ่ง การแสดงออกถึงความรุนแรงดังกล่าว ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนหรือโดยทุกคนในชาติพันธุ์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะส่งผลกระทบหรือมีความหมายทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐคนหนึ่ง รังแกชาวบ้านที่เป็นมุสลิม ในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็มีการตีความได้โดยง่ายว่ารัฐบาลซึ่งเป็นไทยพุทธรังแกชาวไทยมุสลิม และอาจจะสั่งสมในโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์อีกเป็นเวลานานสาเหตุของปัญหารแก้ปัญหาที่ได้ผลยั่งยืนควรจะต้องแก้กที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุหรือที่ผลของปัญหา อันที่จริงแล้ว ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ในขณะนี้นั้น เป็นผลที่มาจากสาเหตุรอบด้านในสังคมซึ่งสะสมขึ้นมาอย่างสลับซับซ้อนและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้น ถ้าประสงค์จะแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ให้ได้ผลยั่งยืนถาวรจำเป็นจะต้องเน้นการแก้ไขที่สาเหตุ และนี้คือกรอบของการศึกษาวิเคราะห์และการนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ของคณะกรรมาธิการชุดนี้คือ การมุ่งประเด็นที่สาเหตุของปัญหาโดยเชื่อว่าถ้าดำเนินการแก้ไขที่สาเหตุอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ปัญหาความขัดแย้งซึ่งกำลังจะรุนแรงขึ้นทุกขณะนั้น จะทุเลาเบาบางและหายไปในที่สุด ต่อไปนี้จะได้นำเสนอการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อันเป็นสาเหตุของปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าวสาเหตุของปัญหาเกิดจากสองฝ่ายที่ปฏิบัติกันมาผิดๆ มาโดยตลอดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชาติพันธุ์ หรือชาวไทยมุสลิมสิ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือความพยายามในการมองว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ นั้น มาจากชาวไทยมุสลิมเท่านั้นเช่น การขาดความสำนึกในความเป็นไทย การกระด้างกระเดื่อง การฝักใฝ่ต่างประเทศ การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ การมองปัญหาแบบนี้นอกจากไม่ถูกต้องด้วยหลักวิชาการแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อชาวไทยมุสลิมอีกด้วย อันที่จริงแล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ นั้น อาจจะมาจากทางฝ่ายของรัฐและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซึ่งจะต้องตั้งคำถาม เช่น มีนโยบายที่ถูกต้องหรือไม่เกี่ยวกับชาวไทยมุสลิม เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการอะไรที่เป็นการกดขี่ข่มเหงหรือไม่ คนไทยโดยทั่วไปแสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยามหรือปฏิบัติการลำเอียงอย่างใดหรือไม่ โครงสร้างของรัฐมีลักษณะกีดกันเพื่อมิให้ชาวไทยมุสลิมมีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือการศึกษาหรือไม่ ตราบใดที่สิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ การแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้คงไม่มีทางที่จะหมดไปหรือคลี่คลายลงได้ สรุปแล้วในการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของปัญหานั้น จะต้องกระทำจากทั้งสองทางคือ ทางฝ่ายของชาวไทยมุสลิมและทางฝ่ายของรัฐและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และวิธีการแก้ไขก็ต้องปฏิบัติการทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกันการไม่ยอมรับในความแตกต่างของเอกลักษณ์าเหตุพื้นฐานที่สุดที่นำไปสู่ความขัดแย้งสคือการไม่ยอมรับในความแตกต่างในเอกลักษณ์ทางศาสนาวัฒนธรรมระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม เราจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่าชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธนั้นมีความแตกต่างในด้านศาสนา ประเพณีวัฒนธรรม และในเรื่องทางสังคมหลายประการ ความแตกต่างดังกล่าวนี้ ทำให้ไทยมุสลิมมีความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันจากไทยพุทธอย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างในบางเรื่องมีลักษณะตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัดตัวอย่างเช่น ในเรื่องการแต่งกาย อาหารการกินการครองเรือน การยึดเหนี่ยวและพิธีกรรมของชีวิตในด้านต่างๆ จริงอยู่ ความแตกต่างบางอย่างสามารถที่จะปรับเปลี่ยนเข้าหากันได้ แต่ความแตกต่างหลายอย่างพาดพิงกับบริบททางศาสนาซึ่งไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะในฝ่ายของศาสนาอิสลาม การปรับเปลี่ยนที่เกี่ยวกับคำสอนในเรื่องพื้นฐาน (อะกีดะฮ์) ของศาสนาถึงแม้จะเป็นเพียงน้อยนิดจะกระทำมิได้ นอกจากจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ศาสนาได้อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเทศะเท่านั้น หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 - 22 เม.ย. 2553 ข้อมูลจาก deepsouthwatch.org

09 April 2010

Suami tunjang rumah tangga bahagia

Oleh Khairul Anwar Rahmat السلام عليكم ورحمة الله وبركاته Lelaki kena teladani cara Rasulullah hormati isteri jalani kehidupan sebagai ketua keluarga PASTI ramai terkejut dengan laporan akhbar baru-baru ini bertajuk ‘12,349 lelaki yang tidak bertanggungjawab’. Ketua Pengarah Jabatan Kehakiman Syariah Malaysia, Datuk Ibrahim Lembut, mendedahkan sebanyak 12,349 kes tuntutan nafkah direkodkan sepanjang 2000 hingga 2009. Begitulah ramainya orang lelaki yang culas mematuhi perintah mahkamah untuk membayar nafkah. Inilah akibat kepincangan sistem kekeluargaan yang semakin membarah dalam masyarakat kita. Melalui statistik itu, terbukti bahawa ramai suami dan bapa yang tidak memahami tanggungjawab sebagai ketua keluarga yang berkewajipan memberi nafkah kepada isteri dan anak-anaknya. Lalu, saya ingin berpesan kepada diri sendiri dan saudara sekalian mengenai hikmah perkahwinan yang perlu sentiasa kita perteguhkan. Bagus sekiranya kita bermuhasabah mengenai perjalanan bahtera rumah tangga kita. Tatkala kita memerhatikan kegembiraan dan kebahagiaan pasangan lain, adakah kita mengambil teladan? Atau ketika terdengar masalah dan kesulitan pasangan lain, adakah kita mengambil iktibar? Saya ingin berkongsi pandangan dan pengalaman mengendalikan kes, bahawa realitinya, tidak semua perkahwinan yang dibina akan berakhir dengan kegembiraan seperti mana yang ditunjukkan dalam drama swasta atau cerekarama. Malah, jangan beranggapan bahawa majlis perkahwinan yang hebat dengan belanja ratusan ribu ringgit akan menjanjikan bahagia. Ada yang bertanya kepada saya, apakah hak dan tanggungjawab seorang isteri. Jawapannya mudah saja. Berbaliklah kita kepada sabda Rasulullah SAW yang maksudnya: “Sekiranya aku boleh menyuruh seseorang sujud kepada orang lain, nescaya akan aku perintahkan seorang isteri sujud kepada suaminya.” (Hadis Riwayat Tirmidzi dari Abu Hurairah). Sudah terang lagi bersuluh bukan? Betapa tingginya martabat seorang suami untuk ditaati sudahpun diberikan kiasannya oleh Nabi SAW. Saidatina Aishah juga pernah berkata: “Wahai wanita. Seandainya kamu mengerti kewajipan terhadap suamimu, tentu seorang isteri dari kamu akan bertindak menyapu debu dari tapak kami suamimu dengan sebahagian mukanya”. Kata-kata itu bukan bermaksud seorang wanita perlu sentiasa menyapu debu di kaki suaminya. Namun secara kiasannya, Saidatina Aishah mengingatkan golongan wanita mengenai kewajipan mentaati suami yang tidak ada tolok bandingnya dengan kewajipan lain. Namun demikian, ia tertakluk kepada syarat lain terutama selagi si suami mentaati perintah Allah dan Rasul. Wahai golongan bapa, janganlah pula kita gembira dengan kata-kata di atas. Ingatlah bahawa penghormatan itu datang dengan tanggungjawab yang berat. Jika demikianlah ketinggian darjat kita di sisi Islam, maka bukan bermakna kita boleh memperlakukan isteri kita dengan sesuka hati. Renungilah ayat kitab suci al-Quran dan Sunnah Rasulullah yang meletakkan wanita di kedudukan tinggi dan mulia. Kepada anak muda yang ingin berkahwin, fahamilah hak seorang perempuan yang bergelar isteri. Kepada bapa-bapa yang sudah mengharungi masjid perkahwinan selama setahun, lima malah sepuluh atau 20 tahun, tidak salah juga jika sesekali menilai sama ada kita sudah menghargai isteri kita sebaik mungkin atau tidak. Jika ada yang masih terleka atau terlupa, elok sama-sama kita renungkan pesanan Rasulullah: “Perlakukanlah wanita dengan baik, kerana mereka itu diciptakan daripada tulang rusuk yang bengkok. Yang bengkok pada tulang rusuk adalah bahagian atasnya. Bila engkau terlalu keras meluruskannya ia patah, tetapi bila engkau biarkannya ia tetap bengkok. Oleh itu, perlakukanlah wanita dengan baik”. Demikianlah sabda Baginda sebagai panduan kaum lelaki. Hendaklah kita sentiasa berlembut dengan kaum wanita terutama yang sudah sah diijabkabulkan sebagai isteri. Walau apa pun yang berlaku, didiklah isteri dengan cara yang paling berhikmah supaya tidak melukakan perasaannya yang lembut apatah lagi mencederakan tubuh badannya. Dalam sepotong ayat al-Quran, Allah berfirman maksudnya: “Dan di antara tanda-tanda kekuasaan Allah ialah Allah menciptakan isteri-isteri bagi kamu dari jenis kamu sendiri, agar kamu dapat hidup tenang bersama mereka. Kemudian Allah menciptakan kasih sayang di antara kamu. Sesungguhnya, dalam hal yang demikian itu terdapat bukti-bukti bagi orang-orang yang mahu berfikir.” (Surah Ar-Rum: 21) Kemuliaan kita sebagai suami hanya akan diiktiraf sekiranya kita berjaya berlaku adil, berkasih sayang dan menghargai isteri sendiri. Tiada contoh teladan yang lebih baik daripada melihat bagaimana Rasulullah menjalani kehidupan beliau sebagai seorang ketua keluarga. Ambillah petua daripada Baginda terutama bagaimana seseorang isteri harus dihormati dan dikasihi. Baginda bersabda: “Orang yang paling baik di antara kamu ialah orang yang paling baik terhadap isterinya. Sedang aku adalah orang yang paling baik terhadap isteri.” (Hadis Riwayat Tabrani dan Tirmidzi) Berdasarkan pengalaman peribadi dan rakan peguam yang lain, kebanyakan kes rumah tangga yang didedahkan di majalah dan dada akhbar adalah disebabkan pembinaan keluarga yang tidak berasaskan ketauhidan terhadap Allah SWT. Justeru, marilah kita bersama kembali kepada hikmah perkahwinan yang sebenar kerana ganjarannya amat besar bukan setakat kebahagiaan di dunia, malah syurga Firdaus hakiki yang akhirnya menjadi saksi cinta sejati. Penulis ialah Peguam Sivil di Mahkamah Tinggi Malaya serta Peguam Syarie di Mahkamah Tinggi Syariah Sumber asal:Berita Harian

05 April 2010

ปฏิรูปการศึกษา "ความหวัง" หรือแค่ "หวังความ"ที่สวยหรู

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช เพื่อนนักเรียนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ของผมคือ เกียรติชัย พงศ์พานิช โทร.มาชวนให้ผมไปพูดเรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา” รอบสอง เกียรติชัยบอกว่าเขากำลังช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาอยู่นอกเวทีราชการ ที่จริงผมเบื่อเรื่องปฏิรูปการศึกษาเต็มที แต่ก็เกรงใจเพื่อน อีกทั้งยังเห็นว่าเกียรติชัยประสงค์ดี และยังไฟแรงอยู่ก็เลยรับปาก ทั้งๆ ที่อยากไปอยู่หัวหินหลายๆ วัน เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาก็ต้องนึกถึง ดร.รุ่ง แก้วแดง เวลานี้ทราบว่า ดร.รุ่งไปทำโครงการช่วยชาวบ้านอยู่ทางปักษ์ใต้ ช่วงที่มีการปฏิรูปการศึกษารอบแรกนั้น ดร.รุ่ง จัดการประชุมสัมมนาหลายร้อยครั้ง มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก การจัดการศึกษาที่ดีนั้น มีเป้าหมายสำคัญๆ อยู่ 3 ประการ คือ หนึ่ง ความเสมอภาค และความทั่วถึง สอง คือ คุณภาพ และ สาม คือ ความสอดคล้องกับความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่วนระบบการศึกษานั้น ประกอบไปด้วย หลักสูตรครู และกระบวนการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียน ทั้งนี้การบริหารจัดการย่อมเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จด้วย ประเทศไทยเราสามารถบรรลุเป้าหมายแรก คือ ความเสมอภาคและการให้การศึกษาแก่พลเมืองอย่างทั่วถึงได้ ส่วนเรื่องคุณภาพ และความสอดคล้องกับความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เรายังอยู่ห่างไกลความสำเร็จ ถ้าจะถามว่า การปฏิรูปการศึกษารอบแรกได้ผลมากน้อยเพียงใด ในความเห็นของผมก็คือ เราไปทำการเปลี่ยนแปลงตัวระบบการบริหารเสียมาก และยิ่งทำให้ระบบมีความเทอะทะมากขึ้นไปอีก กระทรวงศึกษาธิการยังคงมีหน่วยงานส่วนกลางมากมาย แม้จะมีการลดจำนวนกรมลง แต่ก็กลับมีกรมขนาดใหญ่ ส่วนการกระจายอำนาจที่พูดกันมาก ก็ยังเห็นผลน้อย จุดเน้นของการปฏิรูปการศึกษารอบแรกก็คือ การเปลี่ยนทัศนคติ และวิธีการสอนของครู ด้วยคำขวัญที่ว่า “ให้ถือเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง” แต่เรื่องนี้ก็ได้ผลค่อนข้างจำกัด เพราะครูยังทำการสอนภายใต้ข้อจำกัดของกรอบหลักสูตรที่เน้นการสอนในห้องเรียน เด็กมีโอกาสปฏิบัติและทำกิจกรรมน้อย เพราะไม่มีเวลาเหลือ ทางด้านคุณภาพ หากวัดจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว นักเรียนกลับมีผลการเรียนในวิชาหลักๆ ต่ำลง และก็ยังคิดวิเคราะห์ไม่เป็นเหมือนเดิม แม้ว่าอุปกรณ์การเรียนการสอนจะดีขึ้นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพของการศึกษาดีขึ้นแต่อย่างใด ไปๆ มาๆ การปฏิรูปการศึกษารอบแรก จึงได้แต่การเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการศึกษา มีจำนวนตำแหน่งระดับ 11 มากขึ้น มีตำแหน่งซีสูงๆ ในระดับพื้นที่มากขึ้น แต่การพัฒนาครูก็ยังไม่ไปไกลถึงไหน แม้ว่าจะไปเพิ่มระยะเวลาการศึกษาวิชาครูมากขึ้นอีกหนึ่งปีก็ตาม ถ้าเช่นนั้น การปฏิรูปรอบสองควรเน้นอะไร ผมเห็นว่าการพัฒนาครูน่าจะเป็นจุดสำคัญ คุณภาพการศึกษาขึ้นอยู่กับคุณภาพของครู แต่ก็ควรระลึกด้วยว่าเวลานี้เด็กๆ มีครูนอกระบบแยะมาก โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีการสื่อสาร และอินเทอร์เน็ต บทบาทใหม่ของครูจึงไม่ใช่การสอนอย่างเดียว แต่เป็นผู้ชี้แนะแหล่งการเรียนรู้ให้เด็กอีกด้วย การแนะนำแหล่งเรียนรู้โดยให้เด็กเข้าใจลักษณะของแหล่งเรียนรู้ประเภทต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ครูจะต้องเก่งในการช่วยแนะนำให้คำปรึกษาวิธีการเรียนรู้ที่จะรู้ ซึ่งเป็นหลักของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรอบรู้ของครูจึงไม่ได้อยู่เฉพาะเนื้อหาวิชาการ แต่เป็นความรู้รอบตัว และมีความทันสมัย มีข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์ด้วย นอกจากนี้ ครูควรมีทักษะการคิด ซึ่งมีความสำคัญต่อความสามารถในการวิเคราะห์ของเด็ก แต่เดิมเราถือว่าการวิเคราะห์จะเกิดขึ้นได้จากการเรียนวิชาการต่างๆ แต่ในปัจจุบัน “ทักษะการคิด” เป็นวิชาหนึ่งที่ควรบรรจุอยู่ในหลักสูตร เพื่อช่วยเสริมความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาทั้งที่อยู่ในรายวิชาต่างๆ ปัญหาในชีวิต และปัญหาสังคม ผมหวังว่า การปฏิรูปการศึกษารอบสองจะไม่เน้นเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการอีก หากจะมีก็ควรจะเป็นความพยายามในการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยสรุปแล้ว ผมเห็นว่า การปฏิรูปการศึกษารอบสองควรพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้ 1. ปรับหลักสูตรให้มีการปฏิบัติ และการทำกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น 2. พัฒนาครู โดยเน้นบทบาทใหม่ๆ ให้ครูมีความรอบรู้ และสามารถเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ แก่เด็กนอกเหนือไปจากการสอนวิชาการให้มากขึ้น 3. เพิ่มวิชา “ทักษะการคิด” ไว้ในหลักสูตร ทั้งในโรงเรียน และในระดับปริญญาตรีของคณะครุศาสตร์ 4. ส่งเสริมให้ครูมีทักษะด้านภาษา และทางด้านคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น 5. เน้นการปลูกฝังจริยธรรม และจิตวิญญาณของความเป็นครู ผมเห็นว่าเวลานี้ครูได้มีโอกาสเรียนรู้ทางวิชาการมากและเข้มข้นแล้ว การปรับบทบาทใหม่เป็นการพัฒนาครูที่สำคัญ หวังว่าการปฏิรูปการศึกษารอบสองจะไม่หยุดนิ่ง เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่จะต้องทำการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4-5 ปี หรือ 10 ปีเท่านั้น