16 June 2010

Bloody Sunday

Click to See more photographsBloody Sunday in photographs เหตุการณ์ “อาทิตย์แดงเดือด” (Bloody Sunday): ความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุ โดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ แม้จะผ่านไปเกือบ 40 ปี ประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือไม่มีวันลืมเหตุการณ์สังหารหมู่ที่รัฐบาลอังกฤษกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลอย่างยืดเยื้อในอีกสามทศวรรษต่อมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,500 คน แต่ในรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงครั้งใหม่ที่กำลังมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ พวกเขาคงได้เห็นความยุติธรรมที่รอคอย รวมทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติด้วยความเหี้ยมโหด Bloody Sunday เกิดขึ้นเมื่อปี 2515 เป็นเหตุการณ์ที่ทหารของรัฐบาลอังกฤษสังหารพลเรือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม 27 คน เป็นเหตุให้ 13 คนเสียชีวิตทันที อีกหนึ่งคนเสียชีวิตอีกสี่เดือนกว่าถัดมา (ซึ่งนับว่าน้อย ถ้าเทียบกับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของพลเรือนผู้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ช่วงเดือนเม.ย.กับ พ.ค.ที่ผ่านมา) ในวันที่ 30 มกราคม 2515 กลุ่มสิทธิมนุษยชนในไอร์แลนด์เหนือ (Civil Rights Association) ได้ขัดขืนคำสั่งห้ามของรัฐบาล และประกาศเดินขบวนชุมนุมโดยสันติและไม่มีการติดอาวุธ ในเขต Bogside ของเมือง Londonderry หรือ Derry ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดเป็นอันดับสองของไอร์แลนด์เหนือ (ทำให้เหตุการณ์นี้มีอีกชื่อว่า Bogside Massacre) โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณหนึ่งหมื่นคน แต่ปรากฏว่าทหารหน่วยพลร่มของอังกฤษตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งต่อมาพบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีอาวุธเลย และเป็นผู้ชายทั้งสิ้น 13 คน ในจำนวนนี้เป็นวัยรุ่นเจ็ดคน การเดินขบวนเป็นการประท้วงชาวคาทอลิกต่อนโยบายจับกุมโดยไม่มีการตั้งข้อหาและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ทางต่อศาล หรือที่เรียกว่า “internment” ซึ่งเป็นมาตรการที่ทางการอังกฤษนำมาใช้ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้น โดยอ้างว่าเพื่อค้นหาและจับกุมผู้นำกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาล เป็นเวลานับร้อยปีที่ชาวคาทอลิกในไอร์แลนด์พยายามต่อต้านระบอบปกครองของอังกฤษ เนื่องจากถูกกดขี่ ข่มเหง และมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผลจากการปราบปรามพลเรือนอย่างเลือดเย็นในครั้งนั้น ทำให้ประชาชนในไอร์แลนด์เหนือจำนวนมากตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่ม Irish Republican Army (IRA) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล และทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่าง IRA กับรัฐบาลอังกฤษและกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลอังกฤษ (unionists) สงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาถึงสามทศวรรษ และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,500 คน เฉพาะปี 2515 เหตุการณ์สังหารเอาชีวิตผู้คนได้พุ่งขึ้นถึง 500 ศพ ซึ่งนับว่าเลวร้ายสุดในรอบสามทศวรรษ มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง (คล้ายๆ กับคณะกรรมการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แต่ตั้งและนำโดยนายคณิต ณ นคร) ถึงสองครั้ง ครั้งแรกว่ากันว่าเป็นความพยายาม “ฟอก” รัฐบาล (whitewash) โดยมีประธานคือ Baron John Widgery อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเขตอังกฤษและเวลส์ (Lord Chief Justice of England and Wales) แต่ถึงอย่างนั้น ข้อสรุปที่ได้ก็ชัดเจนว่าเป็นการยิงในลักษณะที่ “น่าจะเข้าใกล้การยิงแบบไม่เลือกเป้า” ("bordered on the reckless") เมื่อมีการลงนามในสัญญาสันติภาพเมื่อปี 2541 (Good Friday Agreement) รัฐบาลนายโทนี่ แบลร์จากพรรคแรงงานจึงได้รับปากที่จะตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาอีกชุดเพื่อรื้อฟื้นการพิจารณากรณีนี้อีกครั้ง เขาบอกในช่วงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดใหม่ด้วยว่า คนที่ตายต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ตรงกับข้อกล่าวหาใดๆ ที่ว่าพวกเขาถูกยิงขณะที่ถืออาวุธปืนหรือระเบิดตะปู (nail bomb) คณะกรรมการไต่สวนชุดใหม่นี้ที่นำโดย Lord Mark Saville ใช้เวลาเสาะหาข้อเท็จจริงอีก 12 ปี ใช้งบประมาณไปกว่า 190 ล้านปอนด์ (เก้าพันกว่าล้านบาท) มีการสอบปากคำพยานกว่า 900 ปาก และมีการรับถ้อยแถลงเพื่อให้การจากประชาชนอีก 2,500 คน และเพิ่งมีการส่งมอบรายงานหนา 500 หน้าให้นายกฯ คนใหม่ คือนายเดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษ์นิยมไปเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิ.ย.นี้เอง รายงานฉบับนี้จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะในวันอังคารที่ 15 มิ.ย. 2553 ในบรรดาพยานผู้ให้ปากคำประกอบด้วยนาย Martin McGuinness ผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy First Minister) ของรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ เขายอมรับว่าดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาของกลุ่ม IRA ที่เมือง Londonderry ตอนที่เกิดเหตุ “พลเมืองที่เมือง Derry ทั้งชายและหญิง ต้องการให้ลอร์ดเซวิลล์ทำข้อมูลให้ประจักษ์ชัดว่า ทั้ง 27 คนที่ถูกยิงในวันนั้น ต่างถูกฆาตกรรมและทำร้ายจนบาดเจ็บ พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บล้มตายต้องเป็นฝ่ายผู้กระทำผิด” เขากล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในทำนองเดียวกับการอ้างความชอบธรรมของรัฐบาลไทยต่อการปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นที่นำโดยนายวิลเลียม เฮก (William Hague) จากพรรคอนุรักษ์นิยมอ้างว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้ทั้งอาวุธปืนและระเบิด ทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้ทหารใช้อาวุธเพื่อปราบปราม เหตุการณ์ “อาทิตย์แดงเดือด” นับเป็นเหตุการณ์ที่ทหารรัฐบาลอังกฤษสังหารพลเรือนจำนวนมากสุดในประวัติศาสตร์ นับแต่การสังหารหมู่ปีเตอร์ลู (Peterloo massacre) ที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อ 150 ปีก่อนหน้านั้น ในครั้งนั้นมีพลเรือนเสียชีวิต 15 คน (แสดงว่าทหารอังกฤษเขาไม่ได้มีไว้ยิงประชาชนของตนเอง - ผู้เขียน) คาดว่าในรายงานของ Lord Seville จะมีการระบุชื่อนายทหารที่เป็นคนลั่นไก และน่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเกือบ 40 ปี คงเป็นอุทาหรณ์สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า ความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุ !!! ดูฉบับภาษาอังกฤษ read more in English

Kyrgyzstan toll 'could be higher'

The interim president of Kyrgyzstan has said the number of deaths in the unrest in the south of the country could be "several times higher" than the official death toll which currently stands at 178. Roza Otunbayeva said on Tuesday that the number had to be higher, due to the Muslim tradition of burying the dead the same day. Mass graves have been dug in the city of Osh, where the violence started on Thursday. More than 1,800 people have been injured, according to official figures. "The number of those killed in the violence in Osh was 132 people, with the total of the injured rising to 1,333. In Jalal'abad, 46 people are dead and a total of 533 injured," the health ministry's press centre said. But the International Committee of the Red Cross echoed claims of a higher death toll. "According to the team on the ground, several hundred people have been killed in the fighting, although it's still too early to say precisely how many as a number of bodies have already been buried and may not have been identified or counted, while others remain uncollected," the ICRC said in a statement. Aigul Sigulina, a spokeswoman for the ICRC in Bishkek, told Al Jazeera: "We think that the number of people killed is higher than reported in the media because we have seen massive amounts of people buried. "Medical workers have been attacked and beaten, ambulances have been damaged. Even our operations sometimes had to stop because we were going to a hospital and were blocked by shootings and we had to go back." 'Violence co-ordinated' Meanwhile, suspicion was growing that the fighting between ethnic Uzbeks and Kyrgyz had been deliberately ignited. The United Nations said there was evidence that the violence was co-ordinated and began with five simultaneous attacks in the city of Osh. Rupert Colville, spokesman for the UN High Commissioner for Human Rights, said "it might be wrong to cast it, at least in origin, as an inter-ethnic conflict. "There seems to be other agendas driving it initially." He told a news briefing in Geneva that the UN human rights office had collected witness accounts, including from UN staff, in the cities of Osh and Jalal'abad. "Several of these reports suggest that the incident began with five simultaneous attacks in Osh involving men wearing balaclavas and carrying guns. It looked like they were seeking to provoke a reaction," he said. Colville said that one of the attacks was on a gym which he said was "known to be the haunt of a criminal gang". "Targeting that gym was likely to provoke a reaction." The UN was not in a position to make any direct accusations against any particular individuals or groups at this point, Colville said. Witnesses have said the unrest started with mobs of Kyrgyz men attacking ethnic Uzbeks and torching their homes. The interim government, which assumed power after the president was overthrown in April, has repeatedly accused Kurmanbek Bakiyev, the ousted president, of stoking the conflict. Otunbayeva told Al Jazeera on Tuesday that she had "no doubt" Bakiyev was to blame. "His sons have been discussing that they want to organise such a crisis and we thought not of such a scale and not of such a deepness," she said. Audio recording About a month ago, an audio recording was posted anonymously on YouTube with a caption identifying the voices as those of Bakiyev's son Maxim and his uncle Janybek. The men were discussing plans to arm groups to spread chaos across the south of Kyrgyzstan, sometime in June. Both men have denied the authenticity of the tape and Bakiyev has repeatedly said he has no involvement in the violence. The interim government has accused Maxim Bakiyev of financing the ongoing clashes. "This was all well organised, and the 'wallet' of these riots is the son of the former president, Maxim Bakiyev, who started financing the riots back in April," Atambayev, the deputy interim leader, said at a news conference. The younger Bakiyev is said to have paid $10 million to organise the fighting. He was arrested by UK authorities on Monday as he landed at Farnborough airport in a private aircraft. The Kyrgyz government said it would seek his extradition. Tens of thousands of ethnic Uzbeks have fled fighting in the provinces of Jalal'abad and Osh. The office of the UN High Commissioner for Refugees (UNHCR) said 200,000 people had been displaced within the country in addition to 75,000 who had crossed the border into neighbouring Uzbekistan. Uzbekistan closed the border on Monday to all except those with fresh wounds or special needs, saying it did not have resources to cope with the mass exodus. It reopened three checkpoints to let in more than 60 wounded people late on Tuesday. Medics in the Uzbek Andijan border region are struggling to treat the flood of refugees. "We treated today a 28-year-old man who was tortured. He had signs of knife wounds on his neck, burned skin from scalding water and had been shot. We took out the bullet," Kozim Mahkamov, a doctor, said. Another doctor said three sisters, aged between 16 and 23, had been raped in front of each other by a mob of Kyrgyz men. "These girls were raped recently and by a lot of men and for several hours, according to their injuries," Mukaddas Majidova told AFP. Schools and other public buildings have been transformed into makeshift refugee camps. AL-JAZEERA.NET

14 June 2010

Lima maut, 24 cedera akibat bom dan tembakan selatan Thailand

BANGKOK 13 Jun - Kumpulan pejuang pemisah disyaki membunuh lima penduduk dan mencederakan 24 orang cedera dalam satu hari berdarah yang menyaksikan pengeboman dan tembak-menembak di kawasan bergolak selatan Thailand. Menurut polis hari ini, dua butir bom tangan buatan sendiri yang dilontar kumpulan pemisah telah mengorbankan seorang sami Buddha berusia 35 tahun dan mencederakan 24 lagi penduduk. Pada hari yang sama, empat lelaki terbunuh dalam satu insiden tembakan berasingan di Yala, Narathiwat dan Pattani. Lebih 4,100 penduduk baik yang beragama Buddha atau Islam menjadi mangsa korban dalam pemberontakan enam di selatan Thailand yang tidak pernah menyatakan secara jelas matlamat mereka. Wilayah itu merupakan sebahagian daripada Kesultanan Melayu sehinggalah dijajah Thailand pada 1902 dan sejak itu berlaku ketegangan yang seterusnya mencetuskan bermulanya pemberontakan pada Januari 2004. - AFP UTUSAN ONLINE

09 June 2010

ความปรองดองเชิงโครงสร้าง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ หลังจาก 89 ศพ และบาดเจ็บอีกร่วม 2,000 ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย (อย่างน้อยด้านเศรษฐกิจ) ก็ได้รับความสนใจกล่าวอ้างถึงมากขึ้น ทั้งจากรัฐบาลและสังคม งบประมาณประจำปี 2554 ที่รัฐบาลเสนอต่อสภามีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวด้วยการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก) โดยตรง อันที่จริง ความตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีมานานแล้ว แม้ไม่กว้างขวางทั่วไปในสังคมนักก็ตาม แต่การตอบสนองต่อความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนั้น สังคมไทยใช้วิธีอยู่อย่างเดียว นั่นคือสังคมสงเคราะห์ในลักษณะสาธารณกุศล นั่นคือเบนทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งไปให้แก่ผู้ด้อยโอกาส อาจมาในรูปของเงินสงเคราะห์แก่บุคคลบางคน หรือแก่บุคคลบางประเภท ความเหลื่อมล้ำนั้นมีสองมิติ หนึ่งคือมิติด้านปรากฏการณ์ มีคนจนจำนวนหนึ่ง จนมากบ้างน้อยบ้าง ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ ในชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะส่งลูกหลานให้ได้เล่าเรียนไปได้สูงนัก ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่า ลูกหลานจะรับมรดกความยากจนสืบต่อไปในตระกูล ฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจนทำให้มีวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับการทำมาหากินของตน และอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ได้รับการยกย่องในสังคม ทำให้มีอำนาจทางการเมืองน้อย เพราะถูกกีดกันออกไปจากการมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาคด้วยกลวิธีที่แนบเนียนหลายอย่างมาแต่ต้น อีกมิติหนึ่งเป็นมิติด้านโครงสร้าง นั่นคือมีระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ระหว่างการปกครอง, กฎหมาย, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม การเมือง การศึกษา ฯลฯ ที่มีผล (ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา) ทำให้คนจนเข้าไม่ถึงทรัพยากรสำคัญๆ ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการผลิต, ทรัพยากรที่จะทำให้มีพลังด้านการต่อรอง, หรือทรัพยากรการพัฒนา ดังนั้นความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเอง โดยจัดการด้านโครงสร้างให้คนบางกลุ่มได้เปรียบ และบางกลุ่มเสียเปรียบ รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังรัฐบาล ทรท. แก้ไขความเหลื่อมล้ำเฉพาะมิติปรากฏการณ์ นับตั้งแต่เงินผันสมัยคึกฤทธิ์สืบมาจนปัจจุบัน แม้แต่นโยบายที่ถูกเรียกว่า "ประชานิยม" ของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มีลักษณะโปรยทานเหมือนกัน เช่นระหว่างการทำให้คนชนบทเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับคนในเมือง คุณทักษิณเลือกส่งนักเรียนเก่งทุกอำเภอไปเรียนต่างประเทศแทน หรือระหว่างเข้าถึงแหล่งเงินกู้พร้อมกับความรู้ด้านการจัดการ กองทุนหมู่บ้านให้ได้แต่ตัวเงินสำหรับไปต่อวงจรหนี้ให้ยาวขึ้น ฯลฯ โครงการเดียวที่ถือได้ว่าเข้าไปแก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้าง คือโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และประสบความสำเร็จอย่างมากในการลดช่องว่างทางสังคม อีกทั้งทำให้เกิดความนิยมคุณทักษิณในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นภาระทางการเงินของรัฐสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการเตรียมการที่จะหารายได้เข้ามาเสริมสวัสดิการเชิงโครงสร้างด้านสุขภาพอนามัย ฉะนั้น ไม่ว่าโครงการนี้จะดีเพียงไร แต่ก็จนถึงนาทีนี้ก็ไม่มีความมั่นคงยั่งยืนนัก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้เป็นการแก้ไขความเหลื่อมล้ำระดับโครงสร้าง แต่ก็เป็นการแก้ไขด้านเดียวคือด้านปลาย โดยไม่ไปแตะโครงสร้างด้านต้น เช่นระบบภาษีที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นเป็นต้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอย่างเดียวกันมาแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินสดแก่ผู้มีรายได้ประจำต่ำกว่า 15,000 บาท การแจกเงินคนแก่เดือนละ 500 บาท การขยายเวลาการเรียนฟรี (ซึ่งฟรีไม่จริง เพราะต้องเสียอื่นๆ นอกจากค่าเล่าเรียนอีกมากกว่า) และแจกชุดนักเรียน ฯลฯ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติของปรากฏการณ์อย่างเดียว ก็เหมือนการทำสาธารณกุศล ดีแน่ แต่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย อย่างที่รัฐบาลไทยทำมาหลายสิบปีแล้ว กลับทำให้เกิดช่องว่างทางรายได้และทรัพย์สินมากขึ้น ประชาชนที่ได้รับสาธารณกุศลเหล่านั้น ก็ยังเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่ได้รับมาก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังเช่นที่ป่าสงวนฯซึ่งยกให้ราษฎรทำกิน ต้องหลุดจากมือของผู้ได้รับสิทธิทำกินไปเป็นส่วนใหญ่ มติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 26 พ.ค. 2553 ได้ลงพิมพ์บทความเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้" ของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีความเหลื่อมล้ำในมิติของโครงสร้างด้านภาษี และสวัสดิการ ในสังคมไทยอย่างไร อันเป็นเหตุให้สัดส่วนการถือครองทรัพย์สินของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีน้อยอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคนรวย 10% แรก ประเด็นสำคัญก็คือ ตราบเท่าที่เราไม่แก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้างเช่นนี้ ก็ยากที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไปได้ ไม่ว่ารัฐจะทุ่มเงินลงไปโปรยทานแก่ความเหลื่อมล้ำในมิติของปรากฏการณ์มากสักเพียงใด (ซึ่งก็มากไม่ได้ด้วย เพราะไม่ได้ปรับแก้เชิงโครงสร้างที่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น) นอกจากด้านภาษีและสวัสดิการรักษาพยาบาลแล้ว ในที่นี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่แฝงอยู่ในการจัดการทรัพยากรด้านอื่นๆ ของสังคมอีกมาก ที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือคนจำนวนน้อย ในขณะที่ผู้ต้องการใช้ที่ดินเป็นทรัพยากรการผลิตเข้าไม่ถึงที่ดิน หรือเข้าถึงได้ในราคาแพงเกินกว่าจะผลิตให้ได้กำไร รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เสนอการปรับภาษีที่ดินเป็นภาษีทรัพย์สินด้วยจุดมุ่งหมายจะ "ปฏิรูปที่ดิน" แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้เตรียมการอะไรทางสังคม ให้ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอจะช่วยผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่านออกมา เช่น ไม่โฆษณาเผยแพร่ร่างกฎหมาย ผลักดันให้มีการถกเถียงและออกความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ฉะนั้น ร่างกฎหมายที่ผ่าน ครม.จึงไม่มีพลังเพียงพอจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายจริงได้ หรือถึงผ่านได้ก็ต้องผ่านกระบวนการประนีประนอมกับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองสูง เสียจนไม่มีผลให้เกิดการ "ปฏิรูปที่ดิน" ได้จริง หากที่ดินเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จะมีคนไทยเงยหน้าอ้าปากได้อีกมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรม แม้แต่คนชั้นกลางระดับล่างในเมือง ก็จะสามารถมีบ้านอาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้นด้วย การลงทุนด้านอุตสาหกรรมและบริการไม่ต้องสิ้นเปลืองไปกับราคาที่ดินซึ่งไม่มีผลิตภาพอะไรเลย แต่อาจใช้เงินไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ไปได้สูงกว่านี้อีกมาก ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไปได้ไม่น้อย การเก็บภาษีที่เป็นธรรมและทั่วถึง จะทำให้เรามีเงินมากพอจะ "ปฏิรูปการศึกษา" ให้มากกว่า ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แต่จะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานเดียวกันอย่างตายตัว แต่สามารถโอนอ่อนไปตามความถนัดและสถานภาพของผู้เรียนซึ่งแตกต่างกันอย่างมากได้ ลูกชาวประมงที่ได้เหรียญทอง ควรเป็นคนละเหรียญกับลูกคุณหมอ แต่ทั้งสองมีความสามารถในการแก้ปัญหาชีวิตที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพพอๆ กัน และสมควรเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เหมือนๆ กัน เราต้องนึกถึงการปฏิรูปการจัดการด้านพลังงาน เลิกการรวมศูนย์การผลิตพลังงาน โดยดึงเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาบำเรออุตสาหกรรมและบริการ แต่กระจายการผลิตพลังงานไปสู่ชุมชนขนาดเล็ก, กลาง และใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มทุน (จริงๆ ไม่ใช่คุ้มทุนบนกระดาษ เพราะผลักต้นทุนไปให้คนอื่นนอกกระดาษ) เพียงการจัดการด้านพลังงานอย่างเป็นธรรมอย่างเดียว ก็จะมีคนไทยเงยหน้าอ้าปากได้มากขึ้นอีกหลายคน ในขณะที่รัฐจะชักจูงให้ภาคอุตสาหกรรมและบริการคิดหาทาง และยอมลงทุนกับการประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น มีเงินเหลือจากการไม่ต้องลงทุนอีกมากสำหรับใช้ในการอื่นๆ ที่จะลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างด้านอื่นไปได้อีก "ปฏิรูประบบราชการ" ที่จะทำให้ระบบราชการเป็นทรัพยากรซึ่งทุกคนใช้ประโยชน์ได้เท่าๆ กัน ความคิดแบบพรรค ทรท.ที่คิดแต่จะสร้างซีอีโอขึ้นในระบบราชการ ก็คือการผนวกเอาระบบราชการ (ซึ่งเป็นทรัพยากรกลางที่สำคัญในรัฐสมัยใหม่) มารับใช้คนบางกลุ่มบางเหล่าในสังคมเท่านั้น ปฏิรูประบบราชการจึงต้องหมายถึงการจัดองค์กรชนิดที่ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรส่วนนี้ได้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะทุนซึ่งเป็นพันธมิตรกับนักการเมืองซึ่งถืออำนาจรัฐเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นว่า การแก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้างนั้นได้ถูกละเลยตลอดมาอย่างไร และหากจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมจริง ก็จำเป็นต้องคิดถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างให้มากกว่าเชิงปรากฏการณ์

Kejayaan 20 tahun PAS perintah Kelantan

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته Laporan: Nazri Abdullah KUALA LUMPUR, 9 Jun: Sebagai tuan rumah Muktamar Tahunan PAS ke-56 yang bakal berlangsung pada 10 hingga 13 Jun ini, PAS Kelantan akan memaparkan sejarah perjuangan mereka memerintah negeri itu yang kini sudah lebih 20 tahun. Ketua Penerangan PAS Pusat, Ustaz Idris Ahmad (gambar) berkata, ia berkisar bentuk-bentuk kejayaan yang telah dicapai di bawah pentadbiran Menteri Besar, Tuan Guru Datuk Nik Abdul Aziz Nik Mat serta pembaharuan yang dibuat sepanjang mengambil alih pemerintahan negeri daripada Umno BN sejak 1990. Kerajaan PAS Kelantan, katanya telah membuktikan kemampuan mereka mentadbir sebuah negeri dengan baik (good governance) sehingga beberapa pendekatan mereka dilihat mendahului dan terkedepan berbanding negeri lain. "PAS Kelantan mendahului, yang lain ikut. Negeri yang miskin, menerima beban hutang daripada zaman Umno dulu tetapi mampu mengurus negeri membuat perubahan seperti negeri lain. "Kelantan juga mampu menurunkan kadar kemiskinan mengatasi Terengganu dan Sabah yang diperintah Umno," katanya kepada Harakahdaily. Kelantan juga, katanya boleh dijadikan bukti bahawa Pakatan Rakyat mampu memerintah negara Malaysia dengan lebih baik berbanding 50 tahun diperintah Umno BN. Sebagai bukti katanya, pendedahan Menteri di Jabatan Perdana Menteri, Datuk Seri Idris Jala, yang juga Ketua Pegawai Eksekutif Unit Penyampaian dan Pengurusan Prestasi yang menjangkakan Malaysia akan bankrap dalam masa sembilan tahun lagi. "Sebab itu kita yakin kalau Idris Jala kata Malaysia bankrap sembilan tahun lagi, nak selamat kena bagi kat kita (Pakatan Rakyat) sebab kita dah buktikan di Kelantan dan di negeri-negeri Pakatan Rakyat, itu negeri yang tidak ada hasil banyak. "Kalau Malaysia diperintah Pakatan Rakyat, rakyat bukan setakat kenyang tapi muntah balik, sebab terlalu kenyang," katanya seloroh. Sumber: HARAKAHDAILY.NET

08 June 2010

"Saya Sudah Mengemas Tas Untuk Armada Kebebasan Kedua"

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته Syaikh Ra'id Shalah, ketua Gerakan Islam di wilayah yang diduduki tahun 1948, Senin kemarin (7/6) menyatakan bahwa tas perjalanannya sudah dikemas dan dia siap kapan saja untuk ikut berpartisipasi dalam konvoi armada Kebebasan kedua. Dalam pernyataan kepada surat kabar Al-Khalij, Syaikh Shalah mengatakan bahwa konvoi armada Kebebasan pertama berhasil memecahkan keheningan internasional terhadap blokade Israel terhadap Gaza dan upaya para aktivis menjadi dikenal dunia. Dia menambahkan bahwa berkat aktivis armada Kebebasan, blokade di Gaza telah memasuki tahap baru dalam mendukung posisi Palestina untuk sementara Israel mundur kebelakang dan akhir dari pengepungan telah dimulai. "Israel ingin mencegah dunia dari berpikir kembali untuk mengirim kapal kemanusiaan untuk memecah pengepungan Gaza, tapi hal itu berantakan dan rencananya menjadi kacau," tegas Syaikh Shalah. (fq/pic)

ISRAEL BIADAB!

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته