09 October 2011

สุนทรพจน์มหาเฎร์: บทบาทองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาค

แปลโดย อาจารย์มัสลัน มาหะมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา และผู้ทรงยิ่งในความปรานี
ขอความสันติสุข จงมีแด่ท่านทั้งหลาย
ก่อนอื่นผมใคร่ขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่ให้เกียรติแก่ผมรับปริญญารัฐประศาสนศาสตรดุษฎีปัณฑิตกิตติมศักดิ์ในวันอันทรงเกียรตินี้
ประเทศไทยคือมิตรประเทศที่ใกล้ชิดกับประเทศมาเลเซียมากที่สุด มีความผูกพันฉันมิตรมาอย่างยาวนาน เราได้มีความร่วมมือด้วยดีเสมอมา ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอาเซียน หรือแม้กระทั่งในระดับนานาชาติ นับเป็นความสำเร็จที่เราต่างภาคภูมิใจ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพลเมืองนับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่มาเลเซียมีพลเมืองที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนมาก แต่ความแตกต่างด้านศาสนาไม่เป็นอุปสรรคต่อสัมพันธภาพอันดีงามระหว่างเรา
ผมรู้สึกภูมิใจที่เห็นมุสลิมในประเทศไทยสามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข การที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาแห่งนี้ ถือเป็นสิ่งยืนยันในความใจกว้างและการให้โอกาสอย่างทั่วถึงของรัฐบาลไทยที่มีต่อพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย และนี่คือความอิสระที่เราควรต้องตระหนักและให้ความสำคัญมาก
มนุษย์มักได้รับอิทธิพลจากอารมณ์และสติปัญญา โดยปกติแล้ว อารมณ์ ความรู้สึก จะชักจูงเราให้คล้อยตามความต้องการของเรา ในบางครั้ง หากความต้องการของเราไม่ได้รับการควบคุม อาจก่อให้เกิดความโกลาหล วุ่นวาย และเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะต่อตัวเราเอง
ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ (พระเจ้าที่ชาวมุสลิมนับถือ) จึงประทานสติปัญญาแก่มวลมนุษย์ เพื่อสามารถควบคุมและป้องปรามความรู้สึกมิให้กระทำการใดๆ ตามอำเภอใจ
ในขณะเดียวกัน มนุษย์สามารถใช้ปัญญาพิจารณาว่า การกระทำอันใดที่ก่อประโยชน์สูงสุด มีความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด และเพื่อให้การใช้สติปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เราจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ ซึ่งความรู้ ณ ที่นี้ ไม่ได้จำกัดเพียงความรู้ด้านศาสนาเท่านั้น แต่ครอบคลุมศาสตร์อื่นๆ ที่สามารถประกันความสำเร็จและสันติสุขในชีวิต
ด้วยเหตุนี้ เราจึงพบว่า ประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นคลังสมองและเปิดโอกาสให้ประชาชนศึกษาเรียนรู้และสร้างสังคมดุลยภาพ ไม่ถูกครอบงำโดยอารมณ์และความต้องการอันไร้ขอบเขต
ด้วยพื้นฐานองค์ความรู้ มนุษย์รู้จักวางแผนและกำหนดมาตรการต่างๆ ที่สร้างความดีงามแก่ตนเอง สังคมภูมิปัญญาและการเรียนรู้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสังคมที่ไร้การศึกษา ความรู้จึงมีบทบาทสำคัญในการจรรโลงความสำเร็จสู่สังคม
ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ถึงแม้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยอิสลาม แต่ไม่ได้หมายความว่า สถาบันแห่งนี้จะเปิดการเรียนการสอนด้านศาสนาเพียงด้านเดียว
ฐานทางศาสนามีความสำคัญในการกำกับดูแลมนุษย์มิให้ออกนอกลู่นอกทาง แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยได้เปิดสาขาวิชาต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในฐานะมุสลิมเรามีหน้าที่สร้างหลักประกันการดำเนินชีวิตที่ดีงามทั้งบนโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺ (วันพิพากษา, โลกหน้า) เราไม่ลืมอาคิเราะฮฺ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมโลกนี้เช่นกัน
เรามีความจำเป็นต้องดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุข และประสบผลสำเร็จสูงสุด ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับการจัดการวิธีการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดของเราเอง เราจะเป็นผู้กำหนดและผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่สร้างหลักประกันความผาสุกและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถครอบครองศาสตร์และองค์ความรู้เท่านั้น
ดังที่ได้เรียนแล้วว่า ปัจจุบันวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็วมาก และเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เราสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกโดยใช้โทรศัพท์มือถือ เสมือนกับเราอยู่ใกล้ชิดกัน
นี่คือผลพวงของการพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ และยังมีศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อีกมากมาย
ข้อสำคัญ เราอย่าใช้องค์ความรู้เหล่านี้ไปในทางที่ผิด เพราะผู้ที่มีการศึกษา ใช่ว่าสามารถประยุกต์ใช้คำสอนที่ถูกต้องเสมอไป หลายคนที่ใช้องค์ความรู้เพื่อทำลายตัวเอง ครอบครัวและสังคม
ดังนั้น นอกจากการแสวงหาความรู้แล้ว เราจำเป็นต้องมีศาสนาคอยกำกับดูแลและสร้างมาตรฐานชีวิตที่สมบูรณ์ นี่คือหน้าที่ของเราในการนำองค์ความรู้เพื่อสรรค์สร้างสังคมที่ดี
หากทุกคนตระหนักว่า การพัฒนาสังคมและการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ถูกต้องคือภารกิจหลักของเราแล้ว ผมเชื่อว่าสังคมมุสลิมเป็นสังคมสันติสุข ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม-อินชาอัลลอฮฺ (หากเป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺ)
ในปัจจุบัน สังคมมุสลิมกำลังประสบปัญหาวิกฤติมากมาย หลายๆ ประเทศมุสลิมต้องเผชิญกับความเดือดร้อนวุ่นวาย ถูกกดขี่และไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างอิสระชน เพราะถูกกดดันจากฝ่ายที่ไม่หวังดี
ในประเทศไทยถึงแม้มีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข แต่พึงระวังเราอย่าใช้องค์ความรู้ไปในทางที่ผิด ที่อาจสร้างความสูญเสียแก่สังคม ดังที่เกิดขึ้นในประเทศมุสลิมบางประเทศที่เกิดสงครามกลางเมือง และสู้รบในหมู่มุสลิมด้วยกันเอง ซึ่งตามทัศนะอิสลามแล้ว ถือเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะอิสลามสั่งห้ามมิให้ฆ่าบุคคลอื่นโดยมิชอบ ทั้งที่เป็นมุสลิมหรือชนต่างศาสนิก
การเข่นฆ่าชนต่างศาสนิกไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเรา แต่สิ่งที่อิสลามเรียกร้องเชิญชวนคือใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับชนอื่นๆ ท่ามกลางความแตกต่างทางความเชื่อ
อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ความว่า “ศาสนาของท่านเป็นศาสนาของท่าน และศาสนาของฉันคือศาสนาของฉัน” โองการนี้แสดงให้เห็นว่า เราไม่เป็นศัตรูกับผู้ใด และเราจะไม่ประกาศสงครามกับคนอื่น ยกเว้นในกรณีเราถูกรุกรานเท่านั้น
ปัจจุบันเราพบว่า มีมุสลิมจำนวนมากที่อาศัยอยู่ตามประเทศที่ปกครองโดยผู้นำที่ไม่ใช่มุสลิม มีมุสลิมราว 10 ล้านคน อาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กว่า 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมัน
ในขณะที่ในประเทศอังกฤษก็มีมุสลิมเป็นเรือนแสน ในฝรั่งเศสมีมุสลิมมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งชาวมุสลิมเหล่านี้ สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เพราะพวกเขาใช้ความรู้ที่ถูกต้อง และปฏิบัติตามหลักศาสนบัญญัติที่สอดคล้องกับความสามารถของตนเอง
ซึ่งหากเราเป็นพลเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักศาสบัญญัติได้อย่างสมบูรณ์ เพราะอาจขัดแย้งกับกฎหมายของประเทศ เช่นเดียวกันกับที่มาเลเซีย ซึ่งมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลาม 60% ในขณะที่อีก 40% ไม่ใช่มุสลิม เราจึงจำเป็นต้องมีความรอบคอบและเฝ้าระวังมิให้เหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นในประเทศของเรา
ขอขอบคุณอัลลอฮฺที่ถึงแม้เรามีทัศนคติที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้ว เรายังสามารถยืนหยัดบนหลักการความยุติธรรม ตามเจตนารมณ์ของอิสลาม มาเลเซียจึงเป็นประเทศที่สงบสุข และท่ามกลางบรรยากาศอันสงบสุขนี้ เราสามารถพัฒนาประเทศอย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้เราสามารถมีบทบาทบนเวทีโลก เนื่องจากความมีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและการปกครอง
ถึงแม้เรามีรัฐบาลที่ปกครองโดยชาวมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม แต่ด้วยพลังแห่งความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราจึงสามารถสร้างประเทศที่มีความปรองดองและพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว และนี่คือผลพวงจากองค์ความรู้ของบรรดาผู้นำประเทศมาเลเซีย
ด้วยความรู้ ทำให้ผู้นำเหล่านี้สามารถแยกแยะสิ่งไหนควรทำและสิ่งไหนไม่ควรทำ เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นในประเทศ มาเลเซียจึงปลอดภัยจากวิกฤติที่ร้ายแรง เพราะอัลลอฮฺทรงไม่ชอบคนที่สร้างความวุ่นวาย
เราควรพยายามหาแนวทางเพื่อสร้างหลักประกันให้เกิดสันติสุขในสังคม โดยให้ความสำคัญประเด็นศาสนา และนี่คือบทบาทของความรู้ที่ไม่ใช่นำพามนุษย์ให้จมปลักตามอารมณ์ของตนเองเท่านั้น
มนุษย์มีสติปัญญา จึงต่างกับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่สามารถกระทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ ยามใดที่จนตรอก มันก็จะจู่โจมและทำร้ายโดยไม่ยั้งคิด แต่ด้วยอาศัยพลังแห่งปัญญาและความรู้ มนุษย์สามารถหาจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง
เมื่อใดที่มนุษย์รับทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งของตนเองแล้ว เขาสามารถกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง แต่หากเราคล้อยตามอารมณ์หรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่ก่อประโยชน์แก่ตนเอง เราก็จะประสบกับความวุ่นวายและความยากลำบากในชีวิต จนกระทั่งในบางครั้ง อาจทำให้ศาสนาของเราหม่นหมองไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงพยายามไขว่คว้าหาความรู้ ณ ทุกแห่งหน การแสวงหาความรู้จึงเป็นบทบัญญัติทางศาสนา อิสลามสั่งใช้ให้มนุษย์ “อ่าน” และเรียนรู้ เพราะเมื่อเราอ่าน เราก็สามารถเพิ่มพูนความรู้ ผู้ใดที่ไม่อ่านหนังสือ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมีความรู้ การอ่านจึงเป็นความพยายามที่กว้างขวางครอบคลุมทุกศาสตร์วิชา และเราต้องเรียนรู้ในทุกแขนงวิชา หากเราไม่รู้ เราจะเป็นคนปลายแถวทันที
ณ ที่นี่ ผมใคร่พูดถึงประวัติศาสตร์ของประชาชาติมุสลิม ซึ่งในยุคแรกของประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมขวนขวายหาความรู้ด้วยความมุ่งมั่น พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญา พวกเขามีความเชี่ยวชาญภาษาอื่นๆ เช่น ภาษากรีก ฮินดู เพื่อใช้เป็นสื่อในการแสวงหาความรู้ พวกเขาจึงแตกฉานศาสตร์ต่างๆ และเผยแพร่ไปทั่วโลก
ในเมืองสำคัญของประเทศอิสลามในขณะนั้น จึงอุดมด้วยห้องสมุดและวิทยาการ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 15 ได้มีแนวคิดว่า วิทยาศาสตร์และความรู้อื่นๆ ไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิต การเรียนรู้ในศาสตร์เหล่านี้ ไม่มีผลบุญอันใดเลย ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ค่อยให้ความสนใจพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์มากนัก
ในขณะเดียวกันยุโรปขณะนั้นกำลังอยู่ในยุคมืด (The Dark Ages) ชาวยุโรปได้ศึกษาอารยธรรมอิสลาม และเห็นความก้าวหน้าทางวิชาการของโลกมุสลิม พวกเขาจึงศึกษาเรียนรู้ภาษาอาหรับ เพื่อเป็นสื่อในการแสวงหาความรู้ที่ปรากฏในประเทศอิสลาม
ในขณะเดียวกันชาวมุสลิมได้พร้อมใจหันหลังกับวิทยาการสมัยใหม่ แต่ชาวยุโรปกลับลุกขึ้นจากการหลับใหล หันมาสนใจศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ จนกระทั่งยุโรปสามารถสถาปนาอารยธรรมที่มั่นคงเข้มแข็งตราบจนปัจจุบัน ในขณะที่ชาวมุสลิมกลับถอยหลังเข้าคลอง พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งปกป้องตนเอง
เราพบว่า ขณะนี้สภาพของมุสลิมประสบกับความตกต่ำแค่ไหน พวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นปกป้องตนเอง นี่คือบทบาทองค์ความรู้ต่อการสร้างอารยธรรม หากเราไม่สามารถสรรค์สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ แสดงว่าเรากำลังเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความถดถอย แต่หากเราเป็นสังคมภูมิปัญญา มีการศึกษาทั้งศาสตร์ศาสนา และศาสตร์การดำเนินชีวิต เราจะเป็นสังคมที่เจริญที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ทัดเทียมกับอารยประเทศ
นี่คือเหตุผลที่เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เราอยากเห็นสังคมมุสลิมมีการพัฒนาเช่นเดียวกันกับสังคมอื่น เราไม่ตั้งใจที่จะประกาศสงครามกับชนต่างศาสนิก แต่เราควรแข่งขันกับเพื่อนมนุษย์บนโลกนี้ในทุกด้าน ทั้งด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการ
เราไม่เพียงแต่ไขว่คว้าความรู้ที่มาจากข้างนอก แต่เราต้องคิดค้นสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ขอให้ท่านมั่นใจว่า ด้วยวิธีการนี้เท่านั้น ทำให้เราเป็นสังคมที่พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสังคมมุสลิมหรือไม่ก็ตาม
ผมขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้โอกาสแก่ผมพูดคุยกับนิสิตนักศึกษา บรรดาผู้นำและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายในวันอันทรงเกียรตินี้
ผมเชื่อเหลือเกินว่า มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเป็นสถาบันที่เปิดโอกาสให้บรรดาเยาวชนใฝ่หาเรียนรู้วิชาและศาสตร์ต่างๆ ที่ไม่จำกัดเฉพาะศาสตร์ด้านศาสนาเท่านั้น แต่ศาสตร์อื่นๆ ที่จำเป็นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ผมเชื่อมั่นว่า หากเราสามารถแสวงหาความรู้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว เราสามารถยืนหยัดบนโลกนี้ท่ามกลางภาวะการแข่งขันในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ
ผมขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาแห่งนี้ โดยเฉพาะประเทศที่ให้การสนับสนุนกิจการของมหาวิทยาลัยโดยตลอด อาทิ ประเทศกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต เป็นต้น
ผมเชื่อว่าการสนับสนุนในลักษณะนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่มุสลิมที่พึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน เพื่อสามารถอยู่ร่วมกับทุกสังคมในโลกนี้ได้อย่างสันติสุข
ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาอีกครั้งหนึ่ง ที่มอบปริญญารัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในวันนี้ และหวังว่าผมคงสามารถให้การสนับสนุนสถาบันแห่งนี้เท่ากำลังความสามารถของผม และผมขอดุอาให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นของผู้บริหารและคณาจารย์ตลอดจนความตั้งใจเรียนของบรรดานักศึกษาผู้โชคดีทั้งหลายที่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

01 October 2011

วิธีการทำฮัจญ์

Mari belajar mengerjakan haji dan umrah;

Solat Dhuha, Doa dan cara melaksanakannya

“Pada tiap-tiap pagi lazimkanlah atas tiap-tiap ruas anggota seseorang kamu bersedekah; tiap-tiap tahlil satu sedekah, tiap-tiap takbir satu sedekah, menyuruh berbuat baik satu sedekah, dan cukuplah (sebagai ganti) yang demikian itu dengan mengerjakan dua rakaat sembahyang Dhuha.” (Hadis riwayat Al-Bukhari dan Muslim)
Aisyah r.a menceritakan bahwa Rasulullah SAW selalu melaksanakan shalat Dhuha empat rakaat. Dalam riwayat Ummu Hani', ''Kadang Rasulullah SAW melaksanakan shalat Dhuha sampai lapan rakaat.'' (HR Muslim).

Imam Attirmidzi dan Imam Atthabrani meriwayatkan sebuah hadis yang menjelaskan bahwa bila seseorang melaksanakan shalat Subuh berjamaah di masjid, lalu ia berdiam di tempat shalatnya sampai tiba waktu dhuha, kemudian ia melaksanakan shalat Dhuha, ia akan mendapatkan pahala seperti naik haji dan umrah diterima. Para ulama hadis merekomendasikan hadis ini kedudukannya hasan.

Ruang waktu dan waktu afdal

Sesuailah dengan namanya dhuha yang bermaksud pagi. Jadi ruang waktunya bermula kira-kira 20 minit selepas terbit matahari atau disebut dalam kitab-kitab fikah sebagai tinggi matahari daripada pandangan jauh sekadar satu al-Rumh atau batang lembing yakni kira-kira dua meter. Waktu solat ini pula berakhir sebelum menjelang waktu Zuhur.

Berkenaan waktu afdalnya pula iaitu ketika sinar matahari kian panas berdasarkan sepotong hadis Nabi s.a.w. yang dirakamkan oleh Zaid bin Arqam. Rasulullah s.a.w. menjelaskan: “Solat Dhuha ini afdalnya ketika matahari telah meninggi dan kian panas sinarnya.” Imam Nawawi menghuraikan masa tersebut sebagai masa berlalunya seperempat tempoh siang hari iaitu pukul 10 pagi hingga 1 petang (Kitab al-Majmu’ karangan Imam Nawawi).

Justeru, waktu sedemikian eloklah dilaksanakan solat tersebut, apatah lagi pada saat itu badan memerlukan ‘rehat sebentar’ setelah penat bekerja. Maka disarankan juga sekiranya masa tersebut diisi sekadar empat hingga lima minit dengan sujud menyembah Ilahi sama ada di rumah atau di tempat kerja dengan syarat tidak mengetepikan perkara-perkara atau urusan yang wajib dan utama daripada yang sunat.

Cara melaksanakannya

Secara asas dan mudahnya berdasarkan hadis-hadis Nabi, solat sunat Dhuha ini dilakukan seperti solat-solat lain, cuma bacaan yang dianjurkan Baginda s.a.w. selepas al-Fatihah, menurut hadis yang disampaikan oleh Uqbah bin Amir, ialah surah al-Syams pada rakaat pertama dan al-Dhuha pada rakaat kedua. (Riwayat al-Hakim)

Namun begitu, perkara (bacaan dalam solat) ini adalah sesuatu yang subjektif dan tidak statik. Maka tidak perlulah hanya terikat dengan kaifiat tertentu dan bacaan tertentu. Apa yang penting, solat tersebut diniatkan dengan betul, syarat-syaratnya dipenuhi dan rukun-rukunnya disempurnakan sebaik-baiknya. Begitu jugalah dengan doa selepas solat tersebut.

Doa yang disarankan;
“Ya Allah bahawasanya waktu duha itu waktu duhamu, kecantikan itu ialah kecantikanmu , keindahan itu keindahanmu, kekuatan itu kekuatanmu ,kekuasaan itu kekuasaanmu dan perlindungan itu perlindunganmu “. ” Ya Allah jika rezekiku masih di atas langit , turunkanlah dan jika ada di dalam bumi, keluarkanlah, jika sukar mudahkanlah, jika haram sucikanlah. ,Jika masih jauh dekatkanlah. Berkat waktu duha, keagungan, keindahan, kekuatan dan kekuasaanmu, limpahkanlah kepada kami segala yang telah engkau limpahkan kepada hamba-hambamu yang soleh”

Read more: http://www.ahmad-sanusi-husain.com/2011/04/solat-dhuha-doa-dan-cara.html#ixzz1ZVJREk4p

Surah Al-Fath

Tabung Kemanusiaan Somalia

รายงานผลการดำเนินงานกองทุนมนุษยธรรม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้หิวโหยในโซมาเลีย