28 March 2011
เนชั่น
เดลี่ เมล ได้เผยแพร่ภาพของถนนทางหลวงสายหนึ่งในญี่ปุ่น ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่น
ดินไหว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ทำให้เกิดรอยแยกและทรุดตัวอย่างหนัก แต่ปัจจุบันถนนทางหลวงสายนี้ ได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ปกติแล้ว โดยใช้เวลาในการดำเนินการเพียงแค่ 6 วันเท่านั้น รายงานระบุว่า การเริ่มซ่อมแซมถนน เกรท คันโต ไฮเวย์ ในเมืองนากะ ได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม และสามารถกลับมาใช้งานได้ ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความรวดเร็ว และศักยภาพในการฟื้นฟูประเทศของญี่ปุ่น ส่วนในเรื่องของการใส่ใจดูแลสุขภาพของประชาชนนั้น ได้มีการใช้รถติดเครื่องขยายเสียงแล่นไปตามถนนสายต่าง ๆ ในกรุงโตเกียว ประกาศเตือนไม่ให้ใช้น้ำจากก๊อกผสมนมให้ทารกดื่มเนื่องจากความวิตกต่อสารกัมมันตรังสีที่รั่วออกมาจากโรงงานไฟฟ้า ฟูกูชิม่า หมายเลข 1 ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กที่อายุไม่ถึง 5 ปี
ดินไหว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ทำให้เกิดรอยแยกและทรุดตัวอย่างหนัก แต่ปัจจุบันถนนทางหลวงสายนี้ ได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ปกติแล้ว โดยใช้เวลาในการดำเนินการเพียงแค่ 6 วันเท่านั้น รายงานระบุว่า การเริ่มซ่อมแซมถนน เกรท คันโต ไฮเวย์ ในเมืองนากะ ได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม และสามารถกลับมาใช้งานได้ ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความรวดเร็ว และศักยภาพในการฟื้นฟูประเทศของญี่ปุ่น ส่วนในเรื่องของการใส่ใจดูแลสุขภาพของประชาชนนั้น ได้มีการใช้รถติดเครื่องขยายเสียงแล่นไปตามถนนสายต่าง ๆ ในกรุงโตเกียว ประกาศเตือนไม่ให้ใช้น้ำจากก๊อกผสมนมให้ทารกดื่มเนื่องจากความวิตกต่อสารกัมมันตรังสีที่รั่วออกมาจากโรงงานไฟฟ้า ฟูกูชิม่า หมายเลข 1 ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กที่อายุไม่ถึง 5 ปี
21 March 2011
นโยบายสาธารณะของไทย: ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร
โดย ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา
ความจริงคิดเรื่องการเงินท้องถิ่นมาพักหนึ่งแล้ว โดยคิดว่าปัญหาของท้องถิ่นตอนนี้ได้เงินฟรีจากรัฐบาลที่มาจากภาษีของคนทั่วไป ไม่
ได้เกิดจากคนในท้องถิ่นโดยตรง ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบของการใช้เงินและการตรจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Account Ability) เพราะขณะนี้การตรวจสอบมีความเบาบางและแผ่วบางมาก
ขณะนี้ระบบราชการไทยมีเรื่องนี้อยู่น้อย โดยเฉพาะในรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร แม้ในช่วงนั้นคุณทักษิณจะทำให้เกิดคำว่า ประชาธิปไตยกินได้ แต่ก็ยังขาดการตรวจสอบอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตรงนี้ผมอยากให้นำรายได้จากภาษีทรัพย์สินและปลูกสร้างทั้งหมดยื่นให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ดูแล โดยให้มีการเก็บภาษีออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เก็บจากการประเมินราคา 2.เก็บจากกำหนดอัตราการประเมิน และ 3.เก็บจากการเดินไปเก็บกับประชาชนหรือการเรียกเก็บ
ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลกลางดูแลเรื่องการเก็บจากการประเมินและการเก็บแบบเรียกเก็บ เพราะหากดูจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใน กทม.แล้วจะมีพฤติกรรมแบบเกาหลังกันไปกันไปมา คนอยู่ในกทม.ก็จะจ่ายเงินให้กับคนที่มาประเมินที่มันเกิดการซูเอี๋ยกัน คล้ายๆ กับว่า มีความทับซ้อนกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ดังนั้นควรให้คนเก็บและคนประเมินเป็นหน่วยงานอิสระที่ลดความทับซ้อนของผลประโยชน์เสีย โดยอปท.จะต้องกำหนดอัตราใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ กทม. คนรวยมากไม่ควรเก็บภาษีได้ต่ำ เป็นต้น
รัฐบาลควรมีมาตราการแรงจูงใจว่า หากท้องถิ่นใดมีความพยายามในการจัดเก็บได้ดี รัฐบาลก็จะแถมให้ โดยหลักการอยากจะเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปกครองตนเอง ทั้งนี้อปท.จะต้องแลกเปลี่ยนกับประชาชนของเขาว่า จะสร้างภาระให้กับประชาชนมากน้อยแค่ไหนและอปท.จะทำงานอะไรให้กับคนในท้องที่และเพื่ออะไร ถือเป็นการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ เพราะคนเขาใกล้ชิดกันมากกว่าส่วนกลาง
นอกจากนี้ยังเห็นว่า เรื่องครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญมากเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดและอยากให้นักวิชาการศึกษาเรื่องครอบครัวให้มากและขอเน้นคำว่า “ครอบครัว” ที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ก็เริ่มการศึกษาวิจัยจากครอบครัว แต่กลับมีงานวิจัยเรื่องนี้อย่างจำกัด โดยปัจจุบันเราบ่นกันมากว่า สังคมไทยเป็นสังคมปัจเจกนิยมมากขึ้น ต้องขอออกตัวว่า ครั้งนี้ไม่มีข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่มีคำถามที่อยากให้คิด
“ครอบครัว” ถือเป็นชุมชนเล็กๆ ที่สร้างขึ้นโดยสมัครใจหรืออาจจะตัดสินแบบถูกบังคับหรืออะไรก็แล้วแต่ หากมีการศึกษาเรื่องครอบครัวก็จะได้นโยบายอีกหลายอย่างที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้กับครอบครัว โดยทั่วไปสถิติที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดเก็บก็จะเลือกกำหนดการจัดเก็บจากการกำหนดจากครัวเรือนก่อน จากนั้นจึงจะเก็บข้อมูลครอบครัว นั่นเพราะ “ครอบครัว” ถือเป็นจุดรวมของการบริโภค
โดยหลักแล้ว “ครอบครัว” มี “ครัวเรือน” อยู่ในนั้น และนิยามของคนว่า “ครัวเรือน” หมายความว่า “คนกินข้าวหม้อเดียวกัน” นั่นจึงเป็นจุดศูนย์รวมของการบริโภคที่มีการแบ่งปันหรือการแชร์กัน ที่เห็นชัดที่สุด คือการแชร์ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ในสมัยก่อนครัวเรือนก็ถือเป็นจุดศูนย์รวมของเกษตรกรรม เพราะการทำเกษตรใช้แรงงานในครอบครัวเป็นเกษตรแบบครัวเรือน มี พ่อ แม่และลูก แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีการจ้างแรงงานนอกครัวเรือนเข้ามาทำงานแทน เพราะลูกไปทำงานต่างจังหวัด
นอกจากภาคเกษตรกรรมแล้ว หากเราเดินไปร้านโชว์ห่วยต่างๆ เราก็จะพบว่า เป็นกิจการของครอบครัวที่มีคนในครอบครัวเป็นทำ ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึง “โสภณพานิช” หรือ “ชินวัตร” แต่หมายถึงครอบครัวในฐานะของการทำกิจการหรือทำงานร่วมกันในครัวเรือน เพราะในกิจการเหล่านี้ก็จะเห็นผู้ผ่องถ่ายทรัพย์สินระหว่างรุ่น เพราะจากข้อมูลที่มีเราพบว่า ครอบครัวไทยกำลังจะไปเป็นครอบครัว 3 รุ่นมากขึ้นเรี่อย ๆ
หากเราแบ่งอายุคนออกเป็น 3 ช่วงก็จะพบว่า คนอายุระหว่าง 15-20 ปี จะบริโภคมากกว่าผลิต อายุระหว่าง 20-60 ก็จะเป็นผู้ผลิตมากกว่าบริโภค จากนั้นก็จะกลับมาบริโภคมากกว่าผลิตอีก เพราะกำลังหมดแล้ว ดังนั้นทั้ง 3 รุ่นนี้ก็จะมีการผ่องถ่ายกันละกันต่อเนื่อง โดยมีความหวังว่าคนรุ่นกลางจะเป็นผู้สนับสนุนมี อย่างไรก็ตามหากครอบครัวใดมีคนอยู่สามรุ่นด้วยกันก็จะสะดวกด้วยประการทั้งปวง เพราะมีคนแก่ช่วยดูแลหลาน
การที่คนในครอบครัวทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันก็มีนัยยะทางนโยบาย เพราะถือเป็นระบบ Social Security กันเองในครอบครัว ถือว่าครอบครัวไทยมีระบบนี้ทำงานของมันเองอยู่แล้ว ทุกคนรู้ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยรัฐบาลควรจะใช้หลักนี้เป็นประโยชน์เท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาล คือ จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Moral Passive หรือ การเกิดภาวะประชาชนรอเงินจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะนโยบายการดูแลผู้สูงวัย รัฐบาลควรคิดหาวิธี เพราะการจัดการเรื่องนี้ หากรัฐบาลดูแล แล้วลูกก็จะไม่ดูแล หรือบางรายลูกก็ไม่มีความสามารถดูแล ดังนั้นต้องคิดหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนกันระหว่างความดูแลของรัฐและครอบครัว
ทั้งนี้โครงสร้างของครอบครัวไม่ได้เกิดจากครอบครัวเป็นตัวตั้งอย่างเดียว บางทีเกิดมาจากผลกระทบมาจากนโยบายของรัฐที่มีอยู่โดยตรง ในบางประเทศเมื่อรัฐให้สวัสดิการสังคมแบบสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่า ลูกกับคนสูงวัยต้องแยกจากกัน โดยสังคมอเมริกันพ่อแม่ก็จะบอกว่า ถ้าลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วกลับมาอยู่บ้านจะถือว่าล้มเหลวในชีวิต ดังนั้นเขาจะให้ออกไปอยู่ข้างนอก เขาต้องการอย่างนั้นและลูกก็พร้อมทำอย่างนั้นเพราะเห็นว่า พ่อแม่ได้รับเงินจากรัฐอยู่แล้ว ถือเป็นการตัดสินใจร่วมกันว่า จะมีโครงสร้างอย่างนั้น
จึงเป็นคำถามว่า ระบบสวัสดิการทางสังคมที่ผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนจากคนข้างนอกกับสังคมไทยแล้วจะดีหรือไม่ และสังคมไทยควรจะทำอย่างไรที่จะให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ได้บอกว่า วิธีนี้ดีที่สุด ส่วนตัวอยากให้ครอบครัวดูแล แต่ก็มีบางครอบครัวที่ลูกทำไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องคิดเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเครื่องมือมาบังคับให้คนอยู่ร่วมกันสามรุ่นในครอบครัวเดียวกัน อีกอย่างการอยู่กันสามรุ่นบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ดังนั้นจึงจะต้องวิเคราะห์ว่าอะไรจะทำได้และอะไรเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่า รัฐดูแลมากเกินไป
นอกจากนี้ยังอยากให้ทำการศึกษาเรื่องการเงินในครัวเรือนว่า สามีภรรยาใช้เงินร่วมกันอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งสามีภรรยาใช้เงินร่วมกัน แต่บางคนก็แยกกระเป๋า โดยการศึกษาแบบนี้อาจจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไป เพราะในประเทศญี่ปุ่นเขามีวัฒนธรรมให้ภรรยาเป็นคนถือเงินเกือบทั้งหมดแล้วสามีก็แอบขยักไว้นิดหน่อย เรื่องนี้ท้ายที่สุดจะมีนัยยะต่อนโยบาย
---------------------------------
หมายเหตุ: ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายสาธารณะของไทย:ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร” ภายใต้การวิจัยเรื่อง “สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทย:นัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส
ได้เกิดจากคนในท้องถิ่นโดยตรง ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบของการใช้เงินและการตรจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Account Ability) เพราะขณะนี้การตรวจสอบมีความเบาบางและแผ่วบางมาก
ขณะนี้ระบบราชการไทยมีเรื่องนี้อยู่น้อย โดยเฉพาะในรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร แม้ในช่วงนั้นคุณทักษิณจะทำให้เกิดคำว่า ประชาธิปไตยกินได้ แต่ก็ยังขาดการตรวจสอบอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตรงนี้ผมอยากให้นำรายได้จากภาษีทรัพย์สินและปลูกสร้างทั้งหมดยื่นให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ดูแล โดยให้มีการเก็บภาษีออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เก็บจากการประเมินราคา 2.เก็บจากกำหนดอัตราการประเมิน และ 3.เก็บจากการเดินไปเก็บกับประชาชนหรือการเรียกเก็บ
ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลกลางดูแลเรื่องการเก็บจากการประเมินและการเก็บแบบเรียกเก็บ เพราะหากดูจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใน กทม.แล้วจะมีพฤติกรรมแบบเกาหลังกันไปกันไปมา คนอยู่ในกทม.ก็จะจ่ายเงินให้กับคนที่มาประเมินที่มันเกิดการซูเอี๋ยกัน คล้ายๆ กับว่า มีความทับซ้อนกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ดังนั้นควรให้คนเก็บและคนประเมินเป็นหน่วยงานอิสระที่ลดความทับซ้อนของผลประโยชน์เสีย โดยอปท.จะต้องกำหนดอัตราใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ กทม. คนรวยมากไม่ควรเก็บภาษีได้ต่ำ เป็นต้น
รัฐบาลควรมีมาตราการแรงจูงใจว่า หากท้องถิ่นใดมีความพยายามในการจัดเก็บได้ดี รัฐบาลก็จะแถมให้ โดยหลักการอยากจะเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปกครองตนเอง ทั้งนี้อปท.จะต้องแลกเปลี่ยนกับประชาชนของเขาว่า จะสร้างภาระให้กับประชาชนมากน้อยแค่ไหนและอปท.จะทำงานอะไรให้กับคนในท้องที่และเพื่ออะไร ถือเป็นการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ เพราะคนเขาใกล้ชิดกันมากกว่าส่วนกลาง
นอกจากนี้ยังเห็นว่า เรื่องครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญมากเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดและอยากให้นักวิชาการศึกษาเรื่องครอบครัวให้มากและขอเน้นคำว่า “ครอบครัว” ที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ก็เริ่มการศึกษาวิจัยจากครอบครัว แต่กลับมีงานวิจัยเรื่องนี้อย่างจำกัด โดยปัจจุบันเราบ่นกันมากว่า สังคมไทยเป็นสังคมปัจเจกนิยมมากขึ้น ต้องขอออกตัวว่า ครั้งนี้ไม่มีข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่มีคำถามที่อยากให้คิด
“ครอบครัว” ถือเป็นชุมชนเล็กๆ ที่สร้างขึ้นโดยสมัครใจหรืออาจจะตัดสินแบบถูกบังคับหรืออะไรก็แล้วแต่ หากมีการศึกษาเรื่องครอบครัวก็จะได้นโยบายอีกหลายอย่างที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้กับครอบครัว โดยทั่วไปสถิติที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดเก็บก็จะเลือกกำหนดการจัดเก็บจากการกำหนดจากครัวเรือนก่อน จากนั้นจึงจะเก็บข้อมูลครอบครัว นั่นเพราะ “ครอบครัว” ถือเป็นจุดรวมของการบริโภค
โดยหลักแล้ว “ครอบครัว” มี “ครัวเรือน” อยู่ในนั้น และนิยามของคนว่า “ครัวเรือน” หมายความว่า “คนกินข้าวหม้อเดียวกัน” นั่นจึงเป็นจุดศูนย์รวมของการบริโภคที่มีการแบ่งปันหรือการแชร์กัน ที่เห็นชัดที่สุด คือการแชร์ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ในสมัยก่อนครัวเรือนก็ถือเป็นจุดศูนย์รวมของเกษตรกรรม เพราะการทำเกษตรใช้แรงงานในครอบครัวเป็นเกษตรแบบครัวเรือน มี พ่อ แม่และลูก แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีการจ้างแรงงานนอกครัวเรือนเข้ามาทำงานแทน เพราะลูกไปทำงานต่างจังหวัด
นอกจากภาคเกษตรกรรมแล้ว หากเราเดินไปร้านโชว์ห่วยต่างๆ เราก็จะพบว่า เป็นกิจการของครอบครัวที่มีคนในครอบครัวเป็นทำ ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึง “โสภณพานิช” หรือ “ชินวัตร” แต่หมายถึงครอบครัวในฐานะของการทำกิจการหรือทำงานร่วมกันในครัวเรือน เพราะในกิจการเหล่านี้ก็จะเห็นผู้ผ่องถ่ายทรัพย์สินระหว่างรุ่น เพราะจากข้อมูลที่มีเราพบว่า ครอบครัวไทยกำลังจะไปเป็นครอบครัว 3 รุ่นมากขึ้นเรี่อย ๆ
หากเราแบ่งอายุคนออกเป็น 3 ช่วงก็จะพบว่า คนอายุระหว่าง 15-20 ปี จะบริโภคมากกว่าผลิต อายุระหว่าง 20-60 ก็จะเป็นผู้ผลิตมากกว่าบริโภค จากนั้นก็จะกลับมาบริโภคมากกว่าผลิตอีก เพราะกำลังหมดแล้ว ดังนั้นทั้ง 3 รุ่นนี้ก็จะมีการผ่องถ่ายกันละกันต่อเนื่อง โดยมีความหวังว่าคนรุ่นกลางจะเป็นผู้สนับสนุนมี อย่างไรก็ตามหากครอบครัวใดมีคนอยู่สามรุ่นด้วยกันก็จะสะดวกด้วยประการทั้งปวง เพราะมีคนแก่ช่วยดูแลหลาน
การที่คนในครอบครัวทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันก็มีนัยยะทางนโยบาย เพราะถือเป็นระบบ Social Security กันเองในครอบครัว ถือว่าครอบครัวไทยมีระบบนี้ทำงานของมันเองอยู่แล้ว ทุกคนรู้ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยรัฐบาลควรจะใช้หลักนี้เป็นประโยชน์เท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาล คือ จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Moral Passive หรือ การเกิดภาวะประชาชนรอเงินจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะนโยบายการดูแลผู้สูงวัย รัฐบาลควรคิดหาวิธี เพราะการจัดการเรื่องนี้ หากรัฐบาลดูแล แล้วลูกก็จะไม่ดูแล หรือบางรายลูกก็ไม่มีความสามารถดูแล ดังนั้นต้องคิดหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนกันระหว่างความดูแลของรัฐและครอบครัว
ทั้งนี้โครงสร้างของครอบครัวไม่ได้เกิดจากครอบครัวเป็นตัวตั้งอย่างเดียว บางทีเกิดมาจากผลกระทบมาจากนโยบายของรัฐที่มีอยู่โดยตรง ในบางประเทศเมื่อรัฐให้สวัสดิการสังคมแบบสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่า ลูกกับคนสูงวัยต้องแยกจากกัน โดยสังคมอเมริกันพ่อแม่ก็จะบอกว่า ถ้าลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วกลับมาอยู่บ้านจะถือว่าล้มเหลวในชีวิต ดังนั้นเขาจะให้ออกไปอยู่ข้างนอก เขาต้องการอย่างนั้นและลูกก็พร้อมทำอย่างนั้นเพราะเห็นว่า พ่อแม่ได้รับเงินจากรัฐอยู่แล้ว ถือเป็นการตัดสินใจร่วมกันว่า จะมีโครงสร้างอย่างนั้น
จึงเป็นคำถามว่า ระบบสวัสดิการทางสังคมที่ผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนจากคนข้างนอกกับสังคมไทยแล้วจะดีหรือไม่ และสังคมไทยควรจะทำอย่างไรที่จะให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ได้บอกว่า วิธีนี้ดีที่สุด ส่วนตัวอยากให้ครอบครัวดูแล แต่ก็มีบางครอบครัวที่ลูกทำไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องคิดเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเครื่องมือมาบังคับให้คนอยู่ร่วมกันสามรุ่นในครอบครัวเดียวกัน อีกอย่างการอยู่กันสามรุ่นบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ดังนั้นจึงจะต้องวิเคราะห์ว่าอะไรจะทำได้และอะไรเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่า รัฐดูแลมากเกินไป
นอกจากนี้ยังอยากให้ทำการศึกษาเรื่องการเงินในครัวเรือนว่า สามีภรรยาใช้เงินร่วมกันอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งสามีภรรยาใช้เงินร่วมกัน แต่บางคนก็แยกกระเป๋า โดยการศึกษาแบบนี้อาจจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไป เพราะในประเทศญี่ปุ่นเขามีวัฒนธรรมให้ภรรยาเป็นคนถือเงินเกือบทั้งหมดแล้วสามีก็แอบขยักไว้นิดหน่อย เรื่องนี้ท้ายที่สุดจะมีนัยยะต่อนโยบาย
---------------------------------
หมายเหตุ: ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายสาธารณะของไทย:ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร” ภายใต้การวิจัยเรื่อง “สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทย:นัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส
20 March 2011
Lebih 110 roket Tomahawk AS, Britain dibedil ke Libya
WASHINGTON: Tentera Amerika Syarikat dan Britain menembak sekurang-kurangnya 110 roket jenis Tomahawk ke arah Libya bagi melumpuhkan pertahanan udara rejim Presiden Muammar Gaddafi.
Naib Panglima Angkatan Tentera Amerika, William Gortney memberitahu pemberita roket
Tomahawk itu dilancarkan oleh kedua-dua kapal perang dan kapal selam milik Amerika dan Britain ke arah 20 sistem penyelarasan pertahanan udara bersama dan kemudahan pertahanan pesisir Libya. "Roket pertama ditembak jam 1900 GMT diikuti serangan udara yang dilancarkan pesawat pejuang tentera Peranchis," kata Gortney, yang juga pengarah staf bersama tentera Amerika Syarikat.
"Ia adalah fasa pertama daripada pelbagai peringkat operasi serangan," katanya.
"Oleh kerana ketika itu waktu malam di sana (Libya), ia mengambil masa untuk kita mengetahui lebih lengkap kejayaan serangan ini," katanya. - AFP
Tomahawk itu dilancarkan oleh kedua-dua kapal perang dan kapal selam milik Amerika dan Britain ke arah 20 sistem penyelarasan pertahanan udara bersama dan kemudahan pertahanan pesisir Libya. "Roket pertama ditembak jam 1900 GMT diikuti serangan udara yang dilancarkan pesawat pejuang tentera Peranchis," kata Gortney, yang juga pengarah staf bersama tentera Amerika Syarikat.
"Ia adalah fasa pertama daripada pelbagai peringkat operasi serangan," katanya.
"Oleh kerana ketika itu waktu malam di sana (Libya), ia mengambil masa untuk kita mengetahui lebih lengkap kejayaan serangan ini," katanya. - AFP
12 March 2011
Lebih 1,000 dikhuatiri mangsa tsunami
TOKYO 12 Mac - Lebih 1,000 orang dikhuatiri terbunuh di Jepun ekoran kejadian tsunami setinggi 10 meter selepas gempa bumi sekuat 8.9 pada skala Richter, dengan kebanyakan kematian akibat lemas, lapor media tempatan.
Kira-kira 3,000 penduduk yang tinggal berdekatan loji nuklear di Wilayah Fukushima, utara Tokyo dipindahkan daripada kawasan tersebut.
Kerajaan menyatakan tiada kebocoran berlaku di loji berkenaan namun tahap radiasi semakin meningkat. - Reuters
09 March 2011
Tolak lakukan operasi: Dua pembantu Gaddafi ditahan
TRIPOLI 9 Mac – Dua pembantu tertinggi pemimpin Libya, Muammar Gaddafi telah diletakkan sebagai tahanan dalam rumah di bandar Tripoli, kata seorang sumber yang rapat dengan kerajaan, semalam.
Ahli Dewan Pemerintah Revolusi Libya, Jeneral Mustafa al-Khaduri dan Menteri Pertahanan, Abu Bakr Younis dikenakan hukuman tahanan rumah setelah kedua-duanya “menolak melakukan operasi mengambil-alih kawasan yang ditawan pemberontak” ketika ini. - DPA
08 March 2011
แถลงการณ์ของสหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ IUMS
แถลงการณ์ของสหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ IUMS ภายใต้การนำของ เชค ดร.ยุซุฟ อัลก็อรฎอวีย์ ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในลิเบีย
สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS กำลัง จับตามองเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศลิเบียต่อกรณีการใช้อาวุธ จริง และอาวุธร้ายแรงกับผู้ชุมนุมประท้วง โดยเล็งเป้าไปยังพวกเขาที่ปราศจากเกราะป้องกันใดๆ จนเป็นเหตุให้สูญเสียชีวิตหลายร้อยคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ทั้งหมดเป็นผู้ชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธใดๆ สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS ซึ่งประกอบไปด้วยประธาน คณะกรรมการ เลขาธิการ และบรรดาสมาชิกขอแถลงการณ์ดังนี้
1- สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS สนับ สนุนการเรียกร้องของประชาชนชาวลิเบีย
และประณามพฤติกรรมผิดกฎหมายที่ปฏิบัติกับผู้ชุมนุมประท้วง ซึ่งผู้คนจำนวนหลายร้อยคนต้องล้มตายและอีกหลายพันคนต้องได้รับบาดเจ็บ
อันเนื่องมาจากการใช้อาวุธจริงและอาวุธร้ายแรงโดยทหารรับจ้าง เราขอวิงวอนให้อัลลอฮฺทรงเมตตาบรรดาผู้ที่เสียชีวิต
ขอพระองค์ทรงมอบรางวัลแด่บรรดาผู้พลีชีพในหนทางของอัลลฮฺ และขอทรงรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
2- สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS ขอ เตือนอย่างจริงจังต่อการหลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์
ซึ่งชีวิตของพวกเขาขณะนี้ถูกพรากไปโดยไม่เลือกหน้าและอย่างไร้ค่า ด้วยชีวิตเป็นสิ่งที่มิอาจละเมิดได้รวมทั้งความเลวร้ายที่จะเกิดตามมา
เพราะฉะนั้นมันจึงเตือนถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรงอันเป็นพฤติการณ์ที่กระทำที่ ผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นกับพวกเขา
ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงชี้ให้เห็นและได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า
“เนื่อง จากเหตุนั้นแหละ เราจึงได้บัญญัติแก่วงศ์วานอิสรออีลว่า แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง
หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้วก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ ทั้งมวล...” อัล มาอิดะฮฺ 32
และพระองค์ทรงตรัสอีกว่า
“และ ผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธา โดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือ นรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล
และอัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงละนัตเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” อัน นิซาอฺ 93
ท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“ผู้ศรัทธาคนหนึ่งจะยังคงรักษาความศรัทธาของเขาไว้ได้ตราบใดที่เขามิได้หลั่งเลือดผู้อื่นอย่างอยุติธรรม”
อิบนุ อุมัร กล่าวว่า
“สถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถหาทางออกได้ คือผู้ที่นำตัวของเขาเองไปสู่การนองเลือดโดยปราศจากความชอบธรรม”
(รายงานโดย อิหม่ามบุคอรียฺและคนอื่นๆ)
ท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“ความหายนะของโลกนี้ ณ ที่อัลลอฮฺนั้นยังมีค่าน้อยกว่าการฆ่ามุสลิมคนหนึ่ง”
รายงานโดย อิหม่ามมุสลิมและคนอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮฺ ตะอาลาจึงรังเกียจ การฆ่าและความอยุติธรรมที่นำไปสู่ความหายนะและความพินาศ
ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า “เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระเจ้าของเจ้ากระทำต่อพวกอ๊าดอย่างไร ?,
(แห่ง) อิร็อม พวกมีเสาหินสูงตะหง่าน, ซึ่งเยี่ยงนั้นมิได้ถูกสร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ,
และพวกซะมูดผู้สกัดหิน ณ หุบเขา, และฟิรเอานฺ เจ้าแห่งตรึงเสาเต็นท์,
บรรดาผู้ละเมิดเหล่านั้นตามหัวเมืองต่าง ๆ, แล้วก่อความเสียหายอย่างมากมายในหัวเมืองเหล่านั้น,
ดังนั้นพระเจ้าของเจ้าจึงกระหน่ำการลงโทษนานาชนิดบนพวกเขา,
แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นทรงเฝ้าดูอย่างแน่นอน”
(ซูเราะฮฺ อัล ฟัจญรฺ 6-14)
ยิ่งกว่านั้น ประวัติ ศาสตร์มนุษย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบรรดาผู้ที่กดขี่นั้น แม้ว่าพวกเขาอาจจะเรืองอำนาจช่วงขณะหนึ่ง
แต่สุดท้ายย่อมสูญสิ้นไป
ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า
“.....และสำหรับพวกอธรรมนั้นไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ” (ซูเราะฮฺ อัล ฮัจยฺ 71)
3- สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS เรียกร้องให้กองทัพลิเบียและกองกำลังตำรวจยุติความอยุติธรรมและการนองเลือด
และขอปกป้องประชาชนจากการปกครองแบบเผด็จการและการกดขี่ เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนและมีหน้าที่ในการปกป้องประชาชน
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกองทัพและตำรวจและเป็นสิทธิของประชาชนที่จะต้องได้ รับการปกป้องจากความอยุติธรรมและการละเมิด
4- สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS ยัง เรียกร้องให้รัฐบาลของลิเบีย ซึ่งปกครองนานกว่าสี่สิบปีให้เกรงกลัวอัลลอฮฺในการรับมือกับประชาชน
จงปล่อยให้พวกเขาได้ใช้สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง ตลอดจนรีบดำเนินการ การปฏิรูปอย่างจริงจัง
เรายังขอเรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พณ ท่าน เชค ซอดิก อัลฆ๊อรยานี่
โดยให้พวกเขายึดมั่นในความรับผิดชอบต่อการคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของท่าน
5- สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS เรียก ร้องผู้ประท้วงชาวลิเบีย
ให้มีความอดทนและยึดมั่นในหลักการและรักษาความสงบในการประท้วง และปกป้องทรัพย์สินทั้งส่วนบุคคลและภาครัฐ
เพื่อให้มือของ พวกเขาสะอาดจากการเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ เพื่อแสดงถึงคุณค่าของอิสลามอันบริสุทธิ์ให้โลกได้ประจักษ์
เหมือนกับพี่น้องผู้ชุมนุมของพวกเขาในอียิปต์ได้ทำไว้ และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าอัลลอฮฺผู้ทรงเดชานุภาพจะทรงอยู่กับพวกเขา
และพระองค์ทรงสนับสนุนพวกเขา และพระองค์จะทรงช่วยเหลือพวกท่าน ตราบใดที่พวกท่านอยู่กับพระองค์
"หากว่าอัลลอฮฺทรงช่วยเหลือพวกเจ้าก็ไม่มีผู้ใดชนะพวกเจ้าได้"
อาลิ -อิมรอน 160
6. สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS เรียก ร้องประเทศอาหรับ ประเทศมุสลิม
และประเทศเสรีทั้งหลาย ตลอดจนองค์กรภาคประชาชนและผู้มีน้ำใจจากทั่วทุกมุมโลก
ให้การสนับสนุนสิทธิของประชาชนชาวลิเบียในการประท้วงอย่างสงบเพื่อเรียกร้อง สิทธิของตนเอง
และเรายังได้เรียกร้องทุกฝ่ายให้ปกป้องประชาชนชาวลิเบียในทุกวิถีทางที่ถูก ต้องตามบทบัญญัติ
เนื่องจากสิ่งที่ได้ประจักษ์นั้น คือการใช้ความรุนแรงและอาวุธร้ายแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสันติ
ซึ่งสวนทางกับความดีงาม มนุษยธรรม กฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม
7. สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ หรือ IUMS เรียก ร้องประชาชนชาวลิเบียให้รักษาความเป็นเอกภาพ
ยึดมั่นสายเชือกของอัลลอฮให้เหนี่ยวแน่น และขอเตือนให้ระวังการเรียกร้องสู่ความเป็นเผ่าพันธุ์หรือแบ่งแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
อันนำไปสู่ความแตกแยกขาดความสามัคคีระหว่างประชาชน และ สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างของประเทศ
ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ประชาชนหวาดกลัวนั่นคือสงครามกลาง เมืองหรือสงครามเผ่าพันธุ์ เรา
ขอให้อัลลอฮโปรดปกป้องชาวลิเบียในการเผชิญการทดสอบครั้งนี้ และโปรดทำให้ความปรารถนาของพวกเขาในการฟื้นฟูสังคม
และสร้างความเป็นอยู่ที่ ดีได้ประสบผลตามความหวัง
ประธาน ดร. ยูสุฟ อัล เกาะเราะฎอวียฺ เลขาธิการ ดร. อาลี กุรเราะฮฺ ดาฆียฺ
แปลและเรียบเรียงโดย ฝ่ายต่างประเทศ สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย
Subscribe to:
Posts (Atom)