A day after she led Pheu Thai party to a landslide victory in parliamentary elections in Thailand, Yingluck Shinawatra has announced a new five-party coalition government.
Yingluck, a sister of the ousted leader, Thaksin Shinawatra, unveiled an agreement on Monday that gives the new coalition control of about 60 per cent of parliament, or 299 seats.
The accord came unusually quickly, as the Thai constitution allows the new parliament 30 days after the elections to convene and select a house speaker.
Pheu Thai won a majority of 265 in the 500-seat parliament - a margin big enough to rule alone without forming a coalition - and Yingluck is set to become Thailand's first female prime minister.
Yingluck said on Monday the first mission of her administration would be "how to lead the country to unity and reconciliation" and vowed to boost transparency and to fight corruption.
"I myself, and Pheu Thai, are determined to serve the nation," she said.
Yingluck said her coalition would be joined by Chart Thai Pattana, with 19 seats in preliminary results; Chart Pattana Pheu Pandin, with 7 seats; Palang Chon, 7; and Mahachon, 1.
Abhisit resigns
Earlier on Monday Abhisit Vejjajiva, the outgoing prime minister, resigned from the leadership of the Democrat party, taking responsibility for his party's loss.
"As the election results came out with the party winning fewer votes and fewer seats than in the 2007 poll, and in the spirit of a good leader of an organisation, I should take responsibility," he said.
Abhisit said the Democrats would hold a general meeting within 90 days to choose a successor.
Thailand has been suffering from political instability for the past several years since Thaksin, a telecoms tycoon turned prime minister, was deposed in a 2006 military coup alongside conviction for corruption.
05 July 2011
03 July 2011
Abhisit mengaku kalah
2011/07/03
BANGKOK: Perdana Menteri Thailand, Abhisit Vejjajiva, mengaku partinya kalah pilihan raya umum kepada pihak pembangkang yang diketuai adik perempuan bekas pemimpin yang digulingkan, Thaksin Shinawatra.
Keputusan itu akan menjurus Yingluck Shinawatra untuk menjadi perdana menteri wanita pertama Thailand. Pilihan raya umum itu dilangsungkan lima tahun selepas Thaksin digulingkan dalam rampasan kuasa oleh pihak tentera. Beliau hidup dalam buangan selepas didapati bersalah atas pertuduhan rasuah. Yingluck, bagaimanapun, enggan mengisytihar kemenangan sehingga keputusan rasmi diumumkan.
Dengan lebih 80 peratus undi dikira, keputusan menunjukkan Parti Pheu Thai pimpinan Yingluck akan memenangi 251 daripada 500 kerusi Parlimen, cukup untuk menubuhkan kerajaan dengan majoriti mudah
BANGKOK: Perdana Menteri Thailand, Abhisit Vejjajiva, mengaku partinya kalah pilihan raya umum kepada pihak pembangkang yang diketuai adik perempuan bekas pemimpin yang digulingkan, Thaksin Shinawatra.
Keputusan itu akan menjurus Yingluck Shinawatra untuk menjadi perdana menteri wanita pertama Thailand. Pilihan raya umum itu dilangsungkan lima tahun selepas Thaksin digulingkan dalam rampasan kuasa oleh pihak tentera. Beliau hidup dalam buangan selepas didapati bersalah atas pertuduhan rasuah. Yingluck, bagaimanapun, enggan mengisytihar kemenangan sehingga keputusan rasmi diumumkan.
Dengan lebih 80 peratus undi dikira, keputusan menunjukkan Parti Pheu Thai pimpinan Yingluck akan memenangi 251 daripada 500 kerusi Parlimen, cukup untuk menubuhkan kerajaan dengan majoriti mudah
30 June 2011
29 June 2011
การปรองดอง "Product" ใหม่ การเมืองไทย
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่โรงแรมสยามซิตี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดเสวนาวิชาการเรื่อง "องค์กรและกระบวนการปรองดอง หลังการเลือกตั้ง" โดย ฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป บริษัทมติชนดำเนินรายการ
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตรา จารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปรองดองมีหลายแบบ มีคนที่พูดเรื่องการปรองดอง 2 ซีก ซีกหนึ่ง เป็นคนที่พูดเรื่องการ ปรองดองในรูปของการแสดงความจริง ความยุติธรรม และการพร้อมรับผิดแต่อีกซีกหนึ่ง เป็นการพูดถึงความปรองดอง ในความหมายของการพยายามจะลืมอดีต การพยายามจะพูดถึงการให้อภัยในความหมายของการนิรโทษกรรม
ดร.ชัยวัฒน์ยกตัวอย่างจากข้อมูล-ประสบการณ์ การจัดการความปรองดองในต่างประเทศ มีหลายแบบ อาทิ
แบบที่ 1 สนับสนุนให้ลืมความรุนแรงในอดีต แล้วไม่ได้ทำความจริงให้ปรากฏ แต่เกิดการปรองดองขึ้น เช่น แคนาดา เวียดนาม
แบบที่ 2 พูดถึงการปรองดองแล้วต้องจำให้ได้ถึงอดีต ลืมความรุนแรง ไม่ได้ ต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่การปรองดองไม่เกิดก็มี เช่น ประเทศกานาและเปรู
แบบที่ 3 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำความจริงให้ปรากฏ และเน้นหนักการเล่าความเป็นจริง แต่ยิ่งเล่า ยิ่งแย่ ยิ่งเล่ายิ่งเดือดร้อน เช่น รวันดา
แบบที่ 4 ให้ความสำคัญกับการทำความจริงให้ปรากฏ เล่าความเป็นจริง พยายามพูดถึงการให้อภัยและ อื่น ๆ แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่ปรากฏ เช่น แอฟริกาใต้
แบบที่ 5 ทำความจริงให้ปรากฏแล้วทำความยุติธรรมให้เริ่มประจักษ์ แล้วในที่สุดเดินไปตามความปรองดองในอุดมคติของใครหลายคนก็มี เช่น อาร์เจนตินา ชิลี
ดร.ชัยวัฒน์สรุปว่า ประเด็นคือความปรองดองมีหลายแบบ แล้วแต่ละอันนำไปสู่ผลที่ไม่เหมือนกันเลย และมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับทุกสังคม คำถามสำคัญคือสังคมพร้อมจะจ่ายหรือไม่
"ปัญหาต่อมาคืออะไรคือตำแหน่งของการปรองดองในสังคมไทย ต้องตอบคำถาม 2 ข้อคือปรองดองระหว่างใครกับใคร อันที่ 2 คือปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ซึ่งใครกับใคร ซึ่งถ้าเป็นระหว่างนักการเมืองในระบบเลือกตั้ง ผมคิดว่าไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเขาคงคิดเรื่องนี้พอสมควร อุตส่าห์ลงทุนหาเสียงทุกพรรค คงไม่อยากมีปัญหา"
ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาที่ยุ่งคือ ปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ?
ข้อค้นพบของ "ดร.ชัยวัฒน์" คือ ปัญหาของสังคมไทยมีโจทย์อยู่ตรงที่การพยายามจะปรองดองระหว่าง "พลังทางการเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง" กับ "พลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง" ซึ่งสะท้อนสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทยหลายอย่าง
"ถ้าจะย้อนก็ต้องย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2475 น่าสนใจที่เราพูดในวันนี้วันที่ 27 มิ.ย. หรือโจทย์ของการปรองดองของสังคมไทยคือการพยายามจะปรองดองระหว่างสถาบันประเพณี กับสถาบันการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของปัญหาการปรองดอง"
"ถ้าเป็นเช่นนี้ ปัญหาการปรองดองไม่ใช่เรื่องปรองดองระหว่างพรรคการเมือง เพราะเมื่อพรรคเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาแบบนี้ ในระบอบที่ต้องพึ่งพากันแบบนี้ ในที่สุดก็คงประนีประนอมหลายเรื่อง แต่มันมีพลังนอกการเมืองเชิงเลือกตั้งอีกมาก"
เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ ทำอย่างไรจะให้การเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง ยอมรับการปรองดองระหว่างพรรคการเมือง
"การปรองดอง เป็นสินค้าสำคัญในตลาดทางการเมืองตอนนี้ แต่การคิดถึงแบรนด์สินค้านี้ยังไง จะขายอย่างไร ในที่สุดรูปของสินค้าจะปรากฏในลักษณะไหน ผมคิดว่า เป็นความท้าทายของสังคมไทย แต่มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ เพราะหน้าที่จะเกิดขึ้นหลังการ เลือกตั้ง ก็เป็นใบหน้าของเรา ทุกคน"
"ในสังคมไทย พลังที่อยู่นอกระบอบการเลือกตั้ง เช่น สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ผมคิดว่า ถ้าพลังเหล่านั้น ผลักสังคมไทยให้ไปในทิศทางที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้ที่จะมาสู่เวทีการเลือกตั้ง ผู้จะมาเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ต้องเดินไปในบางทิศทาง สื่อมวลชน เป็นทั้งกระจกและตะเกียง อาจจะมีหน้าที่บอกสังคมว่า ถ้าไม่เอาการปรองดองแล้วทางเลือกคืออะไร อนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไร"
ฉะนั้น สื่อต้องเปิดพื้นที่คิดเรื่องการปรองดองที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่การปรองดองในระดับทำได้ที่ร้านหูฉลาม แค่จัดตั้งรัฐบาล
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งที่มีกระบวนการปรองดองมีความสำคัญ เพราะมีความแตกแยกในสังคม ไม่ใช่เพียงแตกแยกทางการเมือง
"ตั้งแต่ปี 2548 เรามีนายกรัฐมนตรีแล้ว 5 คน ผ่านรัฐบาลมาหลายรูปแบบ มีรัฐบาลแต่งตั้ง มีรัฐบาลที่นำโดยขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 2 รัฐบาล มีรัฐบาลที่นำโดยอีกขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 1 รัฐบาล มีรัฐประหารก็มี เลือกตั้ง ก็มี แต่ผลเหมือนกันคือ มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน"
ฉะนั้น การเลือกตั้งที่มีการปรองดองน่าจะทำให้การแตกแยกทางสังคมทุเลาลง และการเข้าสู่การปรองดองต้องเป็นไปโดยองค์กรที่เป็นอิสระ แล้วองค์กรที่เหมาะที่สุด ต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ
1) พอเหมาะพอดีไม่เป็นฝ่ายใดทุกฝ่ายพอรับได้แม้ไม่ได้ชอบที่สุด
2) ต้องมีคุณสมบัติที่ทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะให้องค์กรนั้นเป็นแกนที่จะขับเคลื่อนขบวนการปรองดอง
3) ต้องมีการออกแบบองค์กรให้เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้นในเวลานั้น เฉพาะกิจเฉพาะการไม่ใช่องค์กรถาวร
4) องค์กรนั้นต้องมีสาระทางวิชาการ ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้
5) องค์กรนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ถึงแม้เราจะถอนตัวจากนี่นั่นโน่นไปเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในประชาคมโลก
"ผมเห็นว่า คอป.น่าจะเข้าองค์ประกอบทั้ง 5 ข้อ มีความพอเหมาะพอดี ถ้าต้องหาองค์กรใหม่อาจจะเสียเวลาเถียงเรื่องความปรองดอง เสียจนไม่มีความปรองดอง ซึ่ง คอป.ได้พบกับทุกฝ่ายทุกสีมาแล้ว แสดงว่าทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะมาคุยกับ คอป. อีกทั้งไม่ไปโต้แย้งกับฝ่ายไหน แต่มีการรับฟังความคิดเห็นตลอดเวลา"
ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า คอป.กำหนดหลักการเอาไว้ว่า ให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจ ว่าประเทศไทยมีคณะกรรมการอิสระที่สามารถจะแก้ไขความขัดแย้งได้ ซึ่งอันนี้สำคัญมากสำหรับภาคเอกชน
ฉะนั้น ความมั่นใจของนักลงทุน ต่างประเทศ ถ้าทราบว่ามีขบวนการที่เดินอยู่ได้จะเป็นความเชื่อมั่นที่สำคัญ คอป.ได้รับความร่วมมือกับองค์กรของสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศที่มาคุยกับ คอป.เยอะ รวมทั้งสถานทูตหลายแห่ง
หลังเลือกตั้ง การปรองดอง-ตามความเห็นของ "ดร.สุรเกียรติ์" มีขั้น-มีตอน
"เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ขั้นตอนน่าจะเป็นทำนองนี้คือ ให้ คอป.ไปพบทุกพรรค พบทุกกลุ่ม ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แล้วถามแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม รวมทั้งเสื้อทุกสีว่า คุณเห็นว่า ปรองดองหมายถึงอะไร เพราะหลักการปรองดองที่สำเร็จ ต้องไม่มีการวางเงื่อนไขล่วงหน้าใด ๆ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง"
"จากนั้น เอาความเห็นของทุกฝ่ายที่ให้ความหมายการปรองดอง มากองเอาไว้ ว่ามีกี่ประเด็น จากนั้น คอป.ก็มาวิเคราะห์สังเคราะห์ ว่ามีจุดใดเป็นจุดร่วมกัน ก็เริ่มจากตรงนั้นก่อน เช่น การประกันตัว หรือหลักนิติธรรม"
ส่วนประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน ต้องหาทางออกร่วมกัน "ดร.สุรเกียรติ์" เอ่ยถึงทุกฝ่าย-หลายพรรค
"บางเรื่องอาจจะต้องไปขอ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ บางประเด็นอาจจะไปขออดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน บางประเด็นอาจจะไปขอ อาจารย์หมอประเวศ วะสี หรือท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ (อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ประชาธิปัตย์"
"บางประเด็นอาจจะขอต่างประเทศมาช่วย บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คน มาช่วยพูดกับพรรคนี้ บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คนทั้งไทยและต่างประเทศ ไปดูไบ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น ต้องออกแบบมาว่าประเด็นไหน ใครจะพูดกับใคร"
กฎปรองดอง จะเป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับการเมืองในรัฐบาลหน้า
"ไม่ว่ารูปแบบรัฐบาลจะเป็นแบบไหน รัฐบาลใหม่จะผสมกันอย่างไร จะอยู่ได้นานหรือไม่นาน และถ้าอยู่ได้ไม่นานก็ล้มไป แล้วจะขึ้นมาใหม่ เป็นรัฐบาลอย่างไร ผมว่ามันก็ต้องมาจบที่ ปรองดอง มันไม่มีประตูอื่นที่ออกไปได้ ถ้าออกไปได้ก็ออกไปได้ชั่วคราว ออกไปด้านความรุนแรง หรือกฎหมู่ ก็ออกไปได้ชั่วคราว ทำเนียบก็ล้อมมาแล้ว สนามบินก็ล้อมมาแล้ว"
"จุดหัวใจของภาคเอกชนก็ล้อมมาแล้ว จะเผาอะไรต่าง ๆ ก็เผากันมาเยอะแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าใครเผา ทั้งสถานที่ราชการเอกชน ในที่สุดก็ไม่ได้ทางออก ไม่ว่าจะใช้พลังแบบใดจะเป็นพลังในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือมีมือที่ 3 ที่พูดกันเยอะก็ตาม ในที่สุดก็จะมาจบที่ปรองดอง"
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตรา จารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปรองดองมีหลายแบบ มีคนที่พูดเรื่องการปรองดอง 2 ซีก ซีกหนึ่ง เป็นคนที่พูดเรื่องการ ปรองดองในรูปของการแสดงความจริง ความยุติธรรม และการพร้อมรับผิดแต่อีกซีกหนึ่ง เป็นการพูดถึงความปรองดอง ในความหมายของการพยายามจะลืมอดีต การพยายามจะพูดถึงการให้อภัยในความหมายของการนิรโทษกรรม
ดร.ชัยวัฒน์ยกตัวอย่างจากข้อมูล-ประสบการณ์ การจัดการความปรองดองในต่างประเทศ มีหลายแบบ อาทิ
แบบที่ 1 สนับสนุนให้ลืมความรุนแรงในอดีต แล้วไม่ได้ทำความจริงให้ปรากฏ แต่เกิดการปรองดองขึ้น เช่น แคนาดา เวียดนาม
แบบที่ 2 พูดถึงการปรองดองแล้วต้องจำให้ได้ถึงอดีต ลืมความรุนแรง ไม่ได้ ต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่การปรองดองไม่เกิดก็มี เช่น ประเทศกานาและเปรู
แบบที่ 3 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำความจริงให้ปรากฏ และเน้นหนักการเล่าความเป็นจริง แต่ยิ่งเล่า ยิ่งแย่ ยิ่งเล่ายิ่งเดือดร้อน เช่น รวันดา
แบบที่ 4 ให้ความสำคัญกับการทำความจริงให้ปรากฏ เล่าความเป็นจริง พยายามพูดถึงการให้อภัยและ อื่น ๆ แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่ปรากฏ เช่น แอฟริกาใต้
แบบที่ 5 ทำความจริงให้ปรากฏแล้วทำความยุติธรรมให้เริ่มประจักษ์ แล้วในที่สุดเดินไปตามความปรองดองในอุดมคติของใครหลายคนก็มี เช่น อาร์เจนตินา ชิลี
ดร.ชัยวัฒน์สรุปว่า ประเด็นคือความปรองดองมีหลายแบบ แล้วแต่ละอันนำไปสู่ผลที่ไม่เหมือนกันเลย และมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับทุกสังคม คำถามสำคัญคือสังคมพร้อมจะจ่ายหรือไม่
"ปัญหาต่อมาคืออะไรคือตำแหน่งของการปรองดองในสังคมไทย ต้องตอบคำถาม 2 ข้อคือปรองดองระหว่างใครกับใคร อันที่ 2 คือปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ซึ่งใครกับใคร ซึ่งถ้าเป็นระหว่างนักการเมืองในระบบเลือกตั้ง ผมคิดว่าไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเขาคงคิดเรื่องนี้พอสมควร อุตส่าห์ลงทุนหาเสียงทุกพรรค คงไม่อยากมีปัญหา"
ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาที่ยุ่งคือ ปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ?
ข้อค้นพบของ "ดร.ชัยวัฒน์" คือ ปัญหาของสังคมไทยมีโจทย์อยู่ตรงที่การพยายามจะปรองดองระหว่าง "พลังทางการเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง" กับ "พลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง" ซึ่งสะท้อนสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทยหลายอย่าง
"ถ้าจะย้อนก็ต้องย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2475 น่าสนใจที่เราพูดในวันนี้วันที่ 27 มิ.ย. หรือโจทย์ของการปรองดองของสังคมไทยคือการพยายามจะปรองดองระหว่างสถาบันประเพณี กับสถาบันการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของปัญหาการปรองดอง"
"ถ้าเป็นเช่นนี้ ปัญหาการปรองดองไม่ใช่เรื่องปรองดองระหว่างพรรคการเมือง เพราะเมื่อพรรคเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาแบบนี้ ในระบอบที่ต้องพึ่งพากันแบบนี้ ในที่สุดก็คงประนีประนอมหลายเรื่อง แต่มันมีพลังนอกการเมืองเชิงเลือกตั้งอีกมาก"
เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ ทำอย่างไรจะให้การเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง ยอมรับการปรองดองระหว่างพรรคการเมือง
"การปรองดอง เป็นสินค้าสำคัญในตลาดทางการเมืองตอนนี้ แต่การคิดถึงแบรนด์สินค้านี้ยังไง จะขายอย่างไร ในที่สุดรูปของสินค้าจะปรากฏในลักษณะไหน ผมคิดว่า เป็นความท้าทายของสังคมไทย แต่มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ เพราะหน้าที่จะเกิดขึ้นหลังการ เลือกตั้ง ก็เป็นใบหน้าของเรา ทุกคน"
"ในสังคมไทย พลังที่อยู่นอกระบอบการเลือกตั้ง เช่น สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ผมคิดว่า ถ้าพลังเหล่านั้น ผลักสังคมไทยให้ไปในทิศทางที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้ที่จะมาสู่เวทีการเลือกตั้ง ผู้จะมาเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ต้องเดินไปในบางทิศทาง สื่อมวลชน เป็นทั้งกระจกและตะเกียง อาจจะมีหน้าที่บอกสังคมว่า ถ้าไม่เอาการปรองดองแล้วทางเลือกคืออะไร อนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไร"
ฉะนั้น สื่อต้องเปิดพื้นที่คิดเรื่องการปรองดองที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่การปรองดองในระดับทำได้ที่ร้านหูฉลาม แค่จัดตั้งรัฐบาล
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งที่มีกระบวนการปรองดองมีความสำคัญ เพราะมีความแตกแยกในสังคม ไม่ใช่เพียงแตกแยกทางการเมือง
"ตั้งแต่ปี 2548 เรามีนายกรัฐมนตรีแล้ว 5 คน ผ่านรัฐบาลมาหลายรูปแบบ มีรัฐบาลแต่งตั้ง มีรัฐบาลที่นำโดยขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 2 รัฐบาล มีรัฐบาลที่นำโดยอีกขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 1 รัฐบาล มีรัฐประหารก็มี เลือกตั้ง ก็มี แต่ผลเหมือนกันคือ มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน"
ฉะนั้น การเลือกตั้งที่มีการปรองดองน่าจะทำให้การแตกแยกทางสังคมทุเลาลง และการเข้าสู่การปรองดองต้องเป็นไปโดยองค์กรที่เป็นอิสระ แล้วองค์กรที่เหมาะที่สุด ต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ
1) พอเหมาะพอดีไม่เป็นฝ่ายใดทุกฝ่ายพอรับได้แม้ไม่ได้ชอบที่สุด
2) ต้องมีคุณสมบัติที่ทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะให้องค์กรนั้นเป็นแกนที่จะขับเคลื่อนขบวนการปรองดอง
3) ต้องมีการออกแบบองค์กรให้เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้นในเวลานั้น เฉพาะกิจเฉพาะการไม่ใช่องค์กรถาวร
4) องค์กรนั้นต้องมีสาระทางวิชาการ ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้
5) องค์กรนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ถึงแม้เราจะถอนตัวจากนี่นั่นโน่นไปเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในประชาคมโลก
"ผมเห็นว่า คอป.น่าจะเข้าองค์ประกอบทั้ง 5 ข้อ มีความพอเหมาะพอดี ถ้าต้องหาองค์กรใหม่อาจจะเสียเวลาเถียงเรื่องความปรองดอง เสียจนไม่มีความปรองดอง ซึ่ง คอป.ได้พบกับทุกฝ่ายทุกสีมาแล้ว แสดงว่าทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะมาคุยกับ คอป. อีกทั้งไม่ไปโต้แย้งกับฝ่ายไหน แต่มีการรับฟังความคิดเห็นตลอดเวลา"
ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า คอป.กำหนดหลักการเอาไว้ว่า ให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจ ว่าประเทศไทยมีคณะกรรมการอิสระที่สามารถจะแก้ไขความขัดแย้งได้ ซึ่งอันนี้สำคัญมากสำหรับภาคเอกชน
ฉะนั้น ความมั่นใจของนักลงทุน ต่างประเทศ ถ้าทราบว่ามีขบวนการที่เดินอยู่ได้จะเป็นความเชื่อมั่นที่สำคัญ คอป.ได้รับความร่วมมือกับองค์กรของสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศที่มาคุยกับ คอป.เยอะ รวมทั้งสถานทูตหลายแห่ง
หลังเลือกตั้ง การปรองดอง-ตามความเห็นของ "ดร.สุรเกียรติ์" มีขั้น-มีตอน
"เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ขั้นตอนน่าจะเป็นทำนองนี้คือ ให้ คอป.ไปพบทุกพรรค พบทุกกลุ่ม ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แล้วถามแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม รวมทั้งเสื้อทุกสีว่า คุณเห็นว่า ปรองดองหมายถึงอะไร เพราะหลักการปรองดองที่สำเร็จ ต้องไม่มีการวางเงื่อนไขล่วงหน้าใด ๆ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง"
"จากนั้น เอาความเห็นของทุกฝ่ายที่ให้ความหมายการปรองดอง มากองเอาไว้ ว่ามีกี่ประเด็น จากนั้น คอป.ก็มาวิเคราะห์สังเคราะห์ ว่ามีจุดใดเป็นจุดร่วมกัน ก็เริ่มจากตรงนั้นก่อน เช่น การประกันตัว หรือหลักนิติธรรม"
ส่วนประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน ต้องหาทางออกร่วมกัน "ดร.สุรเกียรติ์" เอ่ยถึงทุกฝ่าย-หลายพรรค
"บางเรื่องอาจจะต้องไปขอ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ บางประเด็นอาจจะไปขออดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน บางประเด็นอาจจะไปขอ อาจารย์หมอประเวศ วะสี หรือท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ (อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ประชาธิปัตย์"
"บางประเด็นอาจจะขอต่างประเทศมาช่วย บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คน มาช่วยพูดกับพรรคนี้ บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คนทั้งไทยและต่างประเทศ ไปดูไบ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น ต้องออกแบบมาว่าประเด็นไหน ใครจะพูดกับใคร"
กฎปรองดอง จะเป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับการเมืองในรัฐบาลหน้า
"ไม่ว่ารูปแบบรัฐบาลจะเป็นแบบไหน รัฐบาลใหม่จะผสมกันอย่างไร จะอยู่ได้นานหรือไม่นาน และถ้าอยู่ได้ไม่นานก็ล้มไป แล้วจะขึ้นมาใหม่ เป็นรัฐบาลอย่างไร ผมว่ามันก็ต้องมาจบที่ ปรองดอง มันไม่มีประตูอื่นที่ออกไปได้ ถ้าออกไปได้ก็ออกไปได้ชั่วคราว ออกไปด้านความรุนแรง หรือกฎหมู่ ก็ออกไปได้ชั่วคราว ทำเนียบก็ล้อมมาแล้ว สนามบินก็ล้อมมาแล้ว"
"จุดหัวใจของภาคเอกชนก็ล้อมมาแล้ว จะเผาอะไรต่าง ๆ ก็เผากันมาเยอะแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าใครเผา ทั้งสถานที่ราชการเอกชน ในที่สุดก็ไม่ได้ทางออก ไม่ว่าจะใช้พลังแบบใดจะเป็นพลังในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือมีมือที่ 3 ที่พูดกันเยอะก็ตาม ในที่สุดก็จะมาจบที่ปรองดอง"
Membangun Rumah Di Syurga Dengan 12 Rakaat Solat
Sebagai dien (aturan hidup) yang syamil, kamil dan mutakamil (lengkap, sempurna dan saling menyempurnakan) ajaran Islam meliputi segenap urusan hidup. Islam tidak saja mengatur urusan hidup di alam fana dunia tetapi juga meliputi kehidupan di alam baqa akhirat.
Banyak arahan dari Rasulullah shollallahu ’alaih wa sallam yang mendorong seorang Muslim untuk berinvestasi jangka panjang bagi kebahagiaan hidup di akhirat. Malah Nabi shollallahu ’alaih wa sallam menggambarkan bahwa seorang Muslim yang peduli dengan kehidupannya di alam sesudah meninggalkan dunia fana ini, merupakan Muslim yang cerdas. Kecerdasan seseorang bukanlah bilamana ia peduli sukses dalam kehidupan dunia namun tidak pernah merencanakan keberhasilan untuk hidupnya di alam akhirat.
الْكَيِّسُ مَنْ دَانَ نَفْسَهُ وَعَمِلَ لِمَا بَعْدَ الْمَوْتِ
“Orang yang paling cerdas ialah orang yang banyak menghitung-hitung/evaluasi/introspeksi (‘amal-perbuatan) dirinya dan ber’amal untuk kehidupan setelah kematian. (At-Tirmidzi 8/499)
Bagi seorang Muslim keberhasilan di akhirat merupakan keberhasilan sejati. Sedangkan keberhasilan di dunia tidaklah dianggap sebagai keberhasilan kecuali jika keberhasilan tersebut mampu memperbesar peluang bagi dirinya untuk menjadi berhasil pula di akhirat. Inilah yang digambarkan Allah ta’aala melalui firmanNya sebagai berikut:
وَإِنَّمَا تُوَفَّوْنَ أُجُورَكُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ فَمَنْ زُحْزِحَ عَنِ النَّارِ وَأُدْخِلَ الْجَنَّةَ فَقَدْ فَازَ وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلَّا مَتَاعُ الْغُرُورِ
”Dan sesungguhnya pada hari kiamat sajalah disempurnakan pahalamu. Barangsiapa dijauhkan dari neraka dan dimasukkan ke dalam surga, maka sungguh ia telah beruntung. Kehidupan dunia itu tidak lain hanyalah kesenangan yang memperdayakan.” (QS Ali Imran ayat 185)
Saudaraku, salah satu arahan Nabi shollallahu ’alaih wa sallam yang menarik untuk diperhatikan dan selanjutnya dilaksanakan ialah menegakkan sholat sunnah dua belas rakaat setiap hari. Tentu hal ini setelah menunaikan sholat lima waktu yang wajib dikerjakan setiap hari pula. Apa yang menarik dari arahan Nabi shollallahu ’alaih wa sallam ini?
Yang menarik ialah reward atau ganjaran yang Nabi shollallahu ’alaih wa sallam janjikan bagi pelakunya. Coba simak hadits di bawah ini:
عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَنْ ثَابَرَ عَلَى ثِنْتَيْ عَشْرَةَ رَكْعَةً مِنْ السُّنَّةِ بَنَى اللَّهُ لَهُ بَيْتًا فِي الْجَنَّةِ أَرْبَعِ رَكَعَاتٍ قَبْلَ الظُّهْرِ وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَهَا وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَ الْمَغْرِبِ وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَ الْعِشَاءِ وَرَكْعَتَيْنِ قَبْلَ الْفَجْرِ
Dari Aisyah radhiyallahu ’anha beliau berkata: Nabi shollallahu ’alaih wa sallam bersabda: “Barangsiapa rutin menegakkan sholat sunnah dua belas rakaat, maka Allah ta’aala akan membuatkan rumah baginya di surga, yaitu empat rakaat sebelum Zhuhur, dua rakaat sesudah Zhuhur, dua rakaat sesudah Maghrib, dua rakaat sesudah Isya dan dua rakaat sebelum Subuh.” (HR Tirmidzi 379)
Bayangkan, saudaraku…! Hanya dengan mengerjakan perbuatan yang tidak sulit ini seseorang dijamin Rasulullah shollallahu ’alaih wa sallam bakal Allah ta’aala bangunkan rumah alias istana di surga. Subhanallah...!
Namun sudah barang tentu untuk memperoleh fasilitas istimewa ini seorang Muslim tidak diharapkan hanya mengerjakannya satu hari seumur hidupnya lalu sesudah itu ia tinggalkan dan tidak pernah mengerjakannya lagi sama sekali. Jangan lupa Nabi shollallahu ’alaih wa sallam menyuruh seorang Muslim untuk membiasakan diri melakukan suatu amal kebaikan dengan konsistensi dan keteguhan. Allah ta’aala menyukai hambaNya yang walaupun mengerjakan perkara kecil namun ia mau mengerjakannya secara kontinyu, terus-menerus, tidak angin-anginan, tidak musiman.
عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ اكْلَفُوا مِنْ الْعَمَلِ مَا تُطِيقُونَ فَإِنَّ اللَّهَ لَا يَمَلُّ حَتَّى تَمَلُّوا وَإِنَّ أَحَبَّ الْعَمَلِ إِلَى اللَّهِ أَدْوَمُهُ وَإِنْ قَلَّ وَكَانَ إِذَا عَمِلَ عَمَلًا أَثْبَتَهُ
Dari Aisyah radhiyallahu ’anha beliau berkata: Nabi shollallahu ’alaih wa sallam bersabda:“Lakukanlah amal sesuai kesanggupan. Karena sesungguhnya Allah ta’aala tidak akan bosan sehingga engkau menjadi bosan. Dan sesungguhnya amal yang paling Allah ta’aala sukai ialah yang terus-menerus dikerjakan walaupun sedikit. Dan bila ia beramal ia beramal dengan teguh pendirian.” (HR Abu Dawud 1161)
يَا مُقَلِّبَ الْقُلُوبِ ثَبِّتْ قَلْبِي عَلَى دِينِكَ
“(Ya Allah) Yang membolak-balikkan hati, teguhkanlah pendirianku di atas agamaMu.” (HR Tirmidzi 2066)
اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ الْعَجْزِ وَالْكَسَلِ وَالْجُبْنِ وَالْبُخْلِ وَالْهَرَمِ وَعَذَابِ الْقَبْرِ اللَّهُمَّ آتِ نَفْسِي تَقْوَاهَا وَزَكِّهَا أَنْتَ خَيْرُ مَنْ زَكَّاهَا أَنْتَ وَلِيُّهَا وَمَوْلَاهَا
“Ya Allah, sesungguhnya aku berlindung kepadaMu dari kelemahan, kemalasan, sikap pengecut, kebakhilan, kepikunan, dan azab kubur. Ya Allah, berikanlah diriku ketakwaannya dan sucikanlah ia, karena Engkaulah yang sebaik-baik yang menyucikannya, Engkaulah Penolong dan Pemiliknya.” (HR Muslim 4899)
Sumber asal: Era Muslim
Banyak arahan dari Rasulullah shollallahu ’alaih wa sallam yang mendorong seorang Muslim untuk berinvestasi jangka panjang bagi kebahagiaan hidup di akhirat. Malah Nabi shollallahu ’alaih wa sallam menggambarkan bahwa seorang Muslim yang peduli dengan kehidupannya di alam sesudah meninggalkan dunia fana ini, merupakan Muslim yang cerdas. Kecerdasan seseorang bukanlah bilamana ia peduli sukses dalam kehidupan dunia namun tidak pernah merencanakan keberhasilan untuk hidupnya di alam akhirat.
الْكَيِّسُ مَنْ دَانَ نَفْسَهُ وَعَمِلَ لِمَا بَعْدَ الْمَوْتِ
“Orang yang paling cerdas ialah orang yang banyak menghitung-hitung/evaluasi/introspeksi (‘amal-perbuatan) dirinya dan ber’amal untuk kehidupan setelah kematian. (At-Tirmidzi 8/499)
Bagi seorang Muslim keberhasilan di akhirat merupakan keberhasilan sejati. Sedangkan keberhasilan di dunia tidaklah dianggap sebagai keberhasilan kecuali jika keberhasilan tersebut mampu memperbesar peluang bagi dirinya untuk menjadi berhasil pula di akhirat. Inilah yang digambarkan Allah ta’aala melalui firmanNya sebagai berikut:
وَإِنَّمَا تُوَفَّوْنَ أُجُورَكُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ فَمَنْ زُحْزِحَ عَنِ النَّارِ وَأُدْخِلَ الْجَنَّةَ فَقَدْ فَازَ وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلَّا مَتَاعُ الْغُرُورِ
”Dan sesungguhnya pada hari kiamat sajalah disempurnakan pahalamu. Barangsiapa dijauhkan dari neraka dan dimasukkan ke dalam surga, maka sungguh ia telah beruntung. Kehidupan dunia itu tidak lain hanyalah kesenangan yang memperdayakan.” (QS Ali Imran ayat 185)
Saudaraku, salah satu arahan Nabi shollallahu ’alaih wa sallam yang menarik untuk diperhatikan dan selanjutnya dilaksanakan ialah menegakkan sholat sunnah dua belas rakaat setiap hari. Tentu hal ini setelah menunaikan sholat lima waktu yang wajib dikerjakan setiap hari pula. Apa yang menarik dari arahan Nabi shollallahu ’alaih wa sallam ini?
Yang menarik ialah reward atau ganjaran yang Nabi shollallahu ’alaih wa sallam janjikan bagi pelakunya. Coba simak hadits di bawah ini:
عَنْ عَائِشَةَ قَالَتْ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَنْ ثَابَرَ عَلَى ثِنْتَيْ عَشْرَةَ رَكْعَةً مِنْ السُّنَّةِ بَنَى اللَّهُ لَهُ بَيْتًا فِي الْجَنَّةِ أَرْبَعِ رَكَعَاتٍ قَبْلَ الظُّهْرِ وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَهَا وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَ الْمَغْرِبِ وَرَكْعَتَيْنِ بَعْدَ الْعِشَاءِ وَرَكْعَتَيْنِ قَبْلَ الْفَجْرِ
Dari Aisyah radhiyallahu ’anha beliau berkata: Nabi shollallahu ’alaih wa sallam bersabda: “Barangsiapa rutin menegakkan sholat sunnah dua belas rakaat, maka Allah ta’aala akan membuatkan rumah baginya di surga, yaitu empat rakaat sebelum Zhuhur, dua rakaat sesudah Zhuhur, dua rakaat sesudah Maghrib, dua rakaat sesudah Isya dan dua rakaat sebelum Subuh.” (HR Tirmidzi 379)
Bayangkan, saudaraku…! Hanya dengan mengerjakan perbuatan yang tidak sulit ini seseorang dijamin Rasulullah shollallahu ’alaih wa sallam bakal Allah ta’aala bangunkan rumah alias istana di surga. Subhanallah...!
Namun sudah barang tentu untuk memperoleh fasilitas istimewa ini seorang Muslim tidak diharapkan hanya mengerjakannya satu hari seumur hidupnya lalu sesudah itu ia tinggalkan dan tidak pernah mengerjakannya lagi sama sekali. Jangan lupa Nabi shollallahu ’alaih wa sallam menyuruh seorang Muslim untuk membiasakan diri melakukan suatu amal kebaikan dengan konsistensi dan keteguhan. Allah ta’aala menyukai hambaNya yang walaupun mengerjakan perkara kecil namun ia mau mengerjakannya secara kontinyu, terus-menerus, tidak angin-anginan, tidak musiman.
عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ اكْلَفُوا مِنْ الْعَمَلِ مَا تُطِيقُونَ فَإِنَّ اللَّهَ لَا يَمَلُّ حَتَّى تَمَلُّوا وَإِنَّ أَحَبَّ الْعَمَلِ إِلَى اللَّهِ أَدْوَمُهُ وَإِنْ قَلَّ وَكَانَ إِذَا عَمِلَ عَمَلًا أَثْبَتَهُ
Dari Aisyah radhiyallahu ’anha beliau berkata: Nabi shollallahu ’alaih wa sallam bersabda:“Lakukanlah amal sesuai kesanggupan. Karena sesungguhnya Allah ta’aala tidak akan bosan sehingga engkau menjadi bosan. Dan sesungguhnya amal yang paling Allah ta’aala sukai ialah yang terus-menerus dikerjakan walaupun sedikit. Dan bila ia beramal ia beramal dengan teguh pendirian.” (HR Abu Dawud 1161)
يَا مُقَلِّبَ الْقُلُوبِ ثَبِّتْ قَلْبِي عَلَى دِينِكَ
“(Ya Allah) Yang membolak-balikkan hati, teguhkanlah pendirianku di atas agamaMu.” (HR Tirmidzi 2066)
اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ الْعَجْزِ وَالْكَسَلِ وَالْجُبْنِ وَالْبُخْلِ وَالْهَرَمِ وَعَذَابِ الْقَبْرِ اللَّهُمَّ آتِ نَفْسِي تَقْوَاهَا وَزَكِّهَا أَنْتَ خَيْرُ مَنْ زَكَّاهَا أَنْتَ وَلِيُّهَا وَمَوْلَاهَا
“Ya Allah, sesungguhnya aku berlindung kepadaMu dari kelemahan, kemalasan, sikap pengecut, kebakhilan, kepikunan, dan azab kubur. Ya Allah, berikanlah diriku ketakwaannya dan sucikanlah ia, karena Engkaulah yang sebaik-baik yang menyucikannya, Engkaulah Penolong dan Pemiliknya.” (HR Muslim 4899)
Sumber asal: Era Muslim
13 June 2011
คู่มือการเลือกตั้งในประเทศมิใช่อิสลาม
โดย นิพล แสงศรี
การเลือกตั้ง
เนื่องจากประชาชนในแต่ละประเทศมีจำนวนมากจนไม่สามารถหาสถานที่และเวลาเหมาะสมในการประชุมหารือกันได้เพื่อบริหารจัดการประเทศและอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีให้ประชาชนแต่ละคนคัดเลือกตัวแทนขึ้นมา การเลือกตั้งจึงกลายเป็นเครื่องมือสรรหาตัวแทนหรือคณะที่ไว้วางใจได้เพื่อมอบอำนาจให้แก่ตัวแทนหรือคณะไปทำหน้าที่แทนประชาชน ซึ่งในบางประเทศถือว่า การเลือกตั้งตือการที่ประชาชนได้มอบอำนาจทั้งหมดให้ตัวแทนเพื่อปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะที่บางประเทศถือว่าการเลือกตั้งคือ การที่ประชาชนได้มอบอำนาจเพียงบางส่วนให้แก่ตัวแทนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด
ผลจากกระบวนการเลือกตั้งทำให้ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกมีประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รับมอบอำนาจจากประชาชนช่วยกันทำหน้าที่รัฐบาลบริหารจัดการประเทศแทนประชาชน ขณะที่ระบอบสภาที่ปรึกษาชูรอของตะวันออกกลางจะมีสมาชิกสภาที่ปรึกษาชูรอ (’Ahlu al-Shura) รับมอบอำนาจจากประชาชนเพื่อทำหน้าที่รัฐบาลบริหารจัดการประเทศ โดยสมาชิกสภาฯ อาจจะมาจากประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งขึ้นมา หรือในบางประเทศอาจจะมาจากกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มสาขาอื่นๆ ช่วยกันเลือกตั้งขึ้นมาก็ได้ อย่างไรก็ตามบางประเทศพระมหากษัตริย์ หรือเจ้าผู้ครองรัฐ หรือผู้นำยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ แม้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งและถอดถอนคณะรัฐมนตรี หรือแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาชูรอก็ตาม (นักวิชาการมีความเห็นต่างกันซึ่งจะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้)
คุณสมบัติผู้สมควรได้รับการคัดเลือก
การเลือกตั้งใประเทศอิสลามและผู้สมัครเป็นมุสลิม คุณสมบัติของผู้สมควรได้รับการเลือกจะค่อนข้างชัดเจนพอสมควร ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งในประเทศมิใช่อิสลามเนื่องจากบางครั้งผู้สมัครอาจจะไม่ใช่มุสลิม อย่างไรก็ตาม ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุฮัยลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิสลามให้ทัศนะว่า คุณสมบัติของสมาชิกสภาฯ ก็เหมือนกับคุณสมบัติคนทำงานทั่วไป กล่าวคือ รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ และมีวิสัยทัศน์ต่อการจัดการปัญหาต่างๆ นอกจากนั้นยังพบคุณสมบัติอื่นๆ อีกได้แก่
-บรรลุนิติภาวะและมีสติปัญา (al-Taklif)
กล่าวคือ มีความเฉลียวฉลาด หลักแหลม มีความคิดความอ่านที่ดี มีไหวพริบ รู้จักใคร่ครวญ และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยพื้นฐานสำคัญซึ่งจะทำให้เขาสามารถวางแผน รับมือ และแก้ไขปัญหาได้ หรือทำให้เขาแสดงวิสัยทัศน์ และคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและความหวังของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งเหล่านี้สามารถพบได้ในผู้มีปัญญาเท่านั้น อัลกุรอานระบุว่า
))وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ وَمَا يَعْقِلُهَا إِلَّا الْعَالِمُونَ(( (العنكبوت : 43)
ความว่า "และอุปมาเหล่านั้นคือสิ่งที่เราได้ยกมันเป็นตัวอย่างเพื่อมนุษยชาติ โดยไม่ทำให้ผู้ใดเกิดปัญญา นอกจากผู้รู้จริงเท่านั้น"
(อัลอังกะบูต : 43)
-มีความรู้และความเชี่ยวชาญ (al-Almu Wa al-Khibtah)
กล่าวคือ มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางในสิ่งที่ตนเองกำลังจะรับผิดชอบ และตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อัลกุรฎูบีย์ กล่าวในหนังสือตัฟซีรอัลกุรฎูบีย์ (เล่ม 4/หน้า 250) ว่า การงานทางโลกสมาชิกสภาฯ จะต้องมีสติปัญญา มีความเชี่ยวชาญ และชอบที่จะให้คำปรึกษาหาทางแก้ไขปํญหาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อัลกุรอานระบุว่า
((فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ))
ความว่า "ดังนั้นพวกท่านจงถามบรรดาผู้ที่มีความรู้หากพวกท่านไม่รู้"
(อันนะฮฺลุ : 43)
-มีความไว้วางใจได้ (al-’Amanh)
กล่าวคือ ความไว้วางใจถือเป็นของฝากอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดจากประชาชนมอบอำนาจแก่เขาเพื่อปฎิบัติหน้าที่แทน หรือเขาให้ความหวัง รับปาก และสัญญากับประชาชน โดยทั้ง 2 กรณีเป็นหน้าที่และของฝากที่เขาจะต้องมอบคืนแก่ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต ดังอัลกุรอานระบุว่า
))إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَنْ تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَى أَهْلِهَا وَإِذَا حَكَمْتُمْ بَيْنَ النَّاسِ أَنْ تَحْكُمُوا بِالْعَدْلِ إِنَّ اللَّهَ نِعِمَّا يَعِظُكُمْ بِهِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ سَمِيعاً بَصِيراً(( (النساء : 58)
ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกท่านให้คืนของบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน
และเมื่อพวกท่านได้ทำหน้าที่ตัดสินระหว่างผู้คน พวกท่านจะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม
แท้จริงอัลลอฮฺทรงแนะนำพวกท่านในสิ่งที่ดีจริงๆเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ได้ยินและเป็นผู้ทรงเห็น"
(อันนิซาอฺ : 58)
-มีความเป็นธรรม (al-‘Adalah)
กล่าวคือ แม้ความยุติธรรมระหว่างประชาชนจะถูกกล่าวถึงหลังการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่ความยุติธรรมในเรื่องต่างๆก็คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากจากตัวเขา โดยเฉพาะหลังเขาได้รับมอบอำนาจจากประชาชนให้ปกครองแทน (ในอายะฮฺข้างต้น) ดังนั้นการเลือกปฎิบัติสองมาตรฐาน และการเลือกที่รักมักที่ชัง จึงถือเป็นการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ความเป็นธรรมของตนเอง และก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มและสังคมตามมา อัลกุรอานระบุว่า
))يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ وَلا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَى أَلَّا تَعْدِلُوا اعْدِلُوا هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ(( (المائدة : 8)
ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกท่านจงปฎิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานรู้เห็นด้วยความเที่ยงธรรม
และพวกท่านจงอย่าทำให้ความเกลียดชังกับพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกท่านไม่ให้ความเป็นธรรม
พวกท่านจงให้ความยุติธรรมเถิด เพราะมันคือสิ่งที่ใกล้ชิดกับความยำเกรงต่ออัลลอฮฺยิ่ง
และพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกท่านจะกระทำกัน"
(อัลมาอิดะฮฺ : 8)
-มีสัจจะ (al-Sidq)
กล่าวคือ พูดจริงทำจริง เขาจะต้องมีความสามารถกระทำในสิ่งที่ตนเองได้พูด ให้สัญญา และให้ความหวัง โดยเฉพาะเชิงนโยบายต่างๆ ที่โน้มน้าวประชาชนให้เชื่อถือ หากพูดได้แต่ทำไม่ได้ แน่นอนย่อมผลเสียต่อตนเองและสังคมส่วนร่วมซึ่งเขาจะต้องรับผิดชอบ อัลกุรอานกล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ว่า
))يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لِمَ تَقُولُونَ مَا لا تَفْعَلُونَ(( (الصف : 2)
ความว่า"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายทำไมพวกท่านจึงพูดในสิ่งที่พวกท่านไม่สามารถทำได้"
(อัศศ็อฟ : 2)
))وَلا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولَئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْؤُولاً(( (الاسراء : 36)
ความว่า"และท่านจงอย่าติดตามในสิ่งที่ท่านไม่มีความรู้ในสิ่งนั้น แท้จริงหู ตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกสอบสวน"
(อัลอิสรออฺ : 36)
คุณสมบัติที่กล่าวมาหากค้นพบในตัวผู้สมัครคนใดก็ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะการเป็นผู้นำและความน่าเชื่อถือของเขา ซึ่งจะทำให้ความฝันของประชาชนมีสิทธิจะเป็นจริง และนำพาประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง
ข้อสรุป
ดังนั้นเมื่อสังคมให้โอกาสกับมุสลิม เขาควรใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่สังคมมุสลิม โดยศึกษาจากคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละคนให้ละเอียดถี่ถ้วน ทั้งจากวิสัยทัศน์ คำพูด พฤติกรรม และนโยบายของผู้สมัครที่มีต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือสามารถเรียนจากอดีต ประวัติ และผลงานของผู้สมัคร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติข้างต้นรวมอยู่ในตัว ข้อสำคัญควรมีทัศนะคติและนโยบายไม่ขัดกับกฎหมายอิสลาม หรือใกล้เคียงหลักการอิสลามมากที่สุด
والله ولي التوفيق وصلى الله وسلم على نبينا محمد وآله وصحبه
การเลือกตั้ง
เนื่องจากประชาชนในแต่ละประเทศมีจำนวนมากจนไม่สามารถหาสถานที่และเวลาเหมาะสมในการประชุมหารือกันได้เพื่อบริหารจัดการประเทศและอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีให้ประชาชนแต่ละคนคัดเลือกตัวแทนขึ้นมา การเลือกตั้งจึงกลายเป็นเครื่องมือสรรหาตัวแทนหรือคณะที่ไว้วางใจได้เพื่อมอบอำนาจให้แก่ตัวแทนหรือคณะไปทำหน้าที่แทนประชาชน ซึ่งในบางประเทศถือว่า การเลือกตั้งตือการที่ประชาชนได้มอบอำนาจทั้งหมดให้ตัวแทนเพื่อปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะที่บางประเทศถือว่าการเลือกตั้งคือ การที่ประชาชนได้มอบอำนาจเพียงบางส่วนให้แก่ตัวแทนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด
ผลจากกระบวนการเลือกตั้งทำให้ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกมีประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รับมอบอำนาจจากประชาชนช่วยกันทำหน้าที่รัฐบาลบริหารจัดการประเทศแทนประชาชน ขณะที่ระบอบสภาที่ปรึกษาชูรอของตะวันออกกลางจะมีสมาชิกสภาที่ปรึกษาชูรอ (’Ahlu al-Shura) รับมอบอำนาจจากประชาชนเพื่อทำหน้าที่รัฐบาลบริหารจัดการประเทศ โดยสมาชิกสภาฯ อาจจะมาจากประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งขึ้นมา หรือในบางประเทศอาจจะมาจากกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มสาขาอื่นๆ ช่วยกันเลือกตั้งขึ้นมาก็ได้ อย่างไรก็ตามบางประเทศพระมหากษัตริย์ หรือเจ้าผู้ครองรัฐ หรือผู้นำยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ แม้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งและถอดถอนคณะรัฐมนตรี หรือแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาชูรอก็ตาม (นักวิชาการมีความเห็นต่างกันซึ่งจะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้)
คุณสมบัติผู้สมควรได้รับการคัดเลือก
การเลือกตั้งใประเทศอิสลามและผู้สมัครเป็นมุสลิม คุณสมบัติของผู้สมควรได้รับการเลือกจะค่อนข้างชัดเจนพอสมควร ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งในประเทศมิใช่อิสลามเนื่องจากบางครั้งผู้สมัครอาจจะไม่ใช่มุสลิม อย่างไรก็ตาม ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุฮัยลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิสลามให้ทัศนะว่า คุณสมบัติของสมาชิกสภาฯ ก็เหมือนกับคุณสมบัติคนทำงานทั่วไป กล่าวคือ รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ และมีวิสัยทัศน์ต่อการจัดการปัญหาต่างๆ นอกจากนั้นยังพบคุณสมบัติอื่นๆ อีกได้แก่
-บรรลุนิติภาวะและมีสติปัญา (al-Taklif)
กล่าวคือ มีความเฉลียวฉลาด หลักแหลม มีความคิดความอ่านที่ดี มีไหวพริบ รู้จักใคร่ครวญ และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยพื้นฐานสำคัญซึ่งจะทำให้เขาสามารถวางแผน รับมือ และแก้ไขปัญหาได้ หรือทำให้เขาแสดงวิสัยทัศน์ และคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและความหวังของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งเหล่านี้สามารถพบได้ในผู้มีปัญญาเท่านั้น อัลกุรอานระบุว่า
))وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ وَمَا يَعْقِلُهَا إِلَّا الْعَالِمُونَ(( (العنكبوت : 43)
ความว่า "และอุปมาเหล่านั้นคือสิ่งที่เราได้ยกมันเป็นตัวอย่างเพื่อมนุษยชาติ โดยไม่ทำให้ผู้ใดเกิดปัญญา นอกจากผู้รู้จริงเท่านั้น"
(อัลอังกะบูต : 43)
-มีความรู้และความเชี่ยวชาญ (al-Almu Wa al-Khibtah)
กล่าวคือ มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางในสิ่งที่ตนเองกำลังจะรับผิดชอบ และตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อัลกุรฎูบีย์ กล่าวในหนังสือตัฟซีรอัลกุรฎูบีย์ (เล่ม 4/หน้า 250) ว่า การงานทางโลกสมาชิกสภาฯ จะต้องมีสติปัญญา มีความเชี่ยวชาญ และชอบที่จะให้คำปรึกษาหาทางแก้ไขปํญหาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อัลกุรอานระบุว่า
((فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ))
ความว่า "ดังนั้นพวกท่านจงถามบรรดาผู้ที่มีความรู้หากพวกท่านไม่รู้"
(อันนะฮฺลุ : 43)
-มีความไว้วางใจได้ (al-’Amanh)
กล่าวคือ ความไว้วางใจถือเป็นของฝากอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดจากประชาชนมอบอำนาจแก่เขาเพื่อปฎิบัติหน้าที่แทน หรือเขาให้ความหวัง รับปาก และสัญญากับประชาชน โดยทั้ง 2 กรณีเป็นหน้าที่และของฝากที่เขาจะต้องมอบคืนแก่ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต ดังอัลกุรอานระบุว่า
))إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَنْ تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَى أَهْلِهَا وَإِذَا حَكَمْتُمْ بَيْنَ النَّاسِ أَنْ تَحْكُمُوا بِالْعَدْلِ إِنَّ اللَّهَ نِعِمَّا يَعِظُكُمْ بِهِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ سَمِيعاً بَصِيراً(( (النساء : 58)
ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกท่านให้คืนของบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน
และเมื่อพวกท่านได้ทำหน้าที่ตัดสินระหว่างผู้คน พวกท่านจะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม
แท้จริงอัลลอฮฺทรงแนะนำพวกท่านในสิ่งที่ดีจริงๆเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ได้ยินและเป็นผู้ทรงเห็น"
(อันนิซาอฺ : 58)
-มีความเป็นธรรม (al-‘Adalah)
กล่าวคือ แม้ความยุติธรรมระหว่างประชาชนจะถูกกล่าวถึงหลังการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่ความยุติธรรมในเรื่องต่างๆก็คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากจากตัวเขา โดยเฉพาะหลังเขาได้รับมอบอำนาจจากประชาชนให้ปกครองแทน (ในอายะฮฺข้างต้น) ดังนั้นการเลือกปฎิบัติสองมาตรฐาน และการเลือกที่รักมักที่ชัง จึงถือเป็นการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ความเป็นธรรมของตนเอง และก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มและสังคมตามมา อัลกุรอานระบุว่า
))يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ وَلا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَى أَلَّا تَعْدِلُوا اعْدِلُوا هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ(( (المائدة : 8)
ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกท่านจงปฎิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานรู้เห็นด้วยความเที่ยงธรรม
และพวกท่านจงอย่าทำให้ความเกลียดชังกับพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกท่านไม่ให้ความเป็นธรรม
พวกท่านจงให้ความยุติธรรมเถิด เพราะมันคือสิ่งที่ใกล้ชิดกับความยำเกรงต่ออัลลอฮฺยิ่ง
และพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกท่านจะกระทำกัน"
(อัลมาอิดะฮฺ : 8)
-มีสัจจะ (al-Sidq)
กล่าวคือ พูดจริงทำจริง เขาจะต้องมีความสามารถกระทำในสิ่งที่ตนเองได้พูด ให้สัญญา และให้ความหวัง โดยเฉพาะเชิงนโยบายต่างๆ ที่โน้มน้าวประชาชนให้เชื่อถือ หากพูดได้แต่ทำไม่ได้ แน่นอนย่อมผลเสียต่อตนเองและสังคมส่วนร่วมซึ่งเขาจะต้องรับผิดชอบ อัลกุรอานกล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ว่า
))يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لِمَ تَقُولُونَ مَا لا تَفْعَلُونَ(( (الصف : 2)
ความว่า"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายทำไมพวกท่านจึงพูดในสิ่งที่พวกท่านไม่สามารถทำได้"
(อัศศ็อฟ : 2)
))وَلا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولَئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْؤُولاً(( (الاسراء : 36)
ความว่า"และท่านจงอย่าติดตามในสิ่งที่ท่านไม่มีความรู้ในสิ่งนั้น แท้จริงหู ตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกสอบสวน"
(อัลอิสรออฺ : 36)
คุณสมบัติที่กล่าวมาหากค้นพบในตัวผู้สมัครคนใดก็ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะการเป็นผู้นำและความน่าเชื่อถือของเขา ซึ่งจะทำให้ความฝันของประชาชนมีสิทธิจะเป็นจริง และนำพาประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง
ข้อสรุป
ดังนั้นเมื่อสังคมให้โอกาสกับมุสลิม เขาควรใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่สังคมมุสลิม โดยศึกษาจากคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละคนให้ละเอียดถี่ถ้วน ทั้งจากวิสัยทัศน์ คำพูด พฤติกรรม และนโยบายของผู้สมัครที่มีต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือสามารถเรียนจากอดีต ประวัติ และผลงานของผู้สมัคร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติข้างต้นรวมอยู่ในตัว ข้อสำคัญควรมีทัศนะคติและนโยบายไม่ขัดกับกฎหมายอิสลาม หรือใกล้เคียงหลักการอิสลามมากที่สุด
والله ولي التوفيق وصلى الله وسلم على نبينا محمد وآله وصحبه
04 June 2011
TAHNIAH KEPADA BARISAN PIMPINAN BARU PAS
KUALA LUMPUR, 4 Jun: Mohamad Sabu menang untuk jawatan Timbalan Presiden PAS menewaskan penyandang asalnya Nasharudin Mat Isa dan seorang lagi calon Datuk Tuan Ibrahim Tuan Man.
Mohamad mendapat 420 undi berbanding Tuan Ibrahim 399 dan Nasha 224 daripada jumlah keseluruhan 1045 undi.
Manakala untuk jawatan Naib Presiden pula dimenangi Salahudin Ayub, Datuk Husam Musa dan Datuk Mahfuz Omar.
Ketiga-tiga mereka mendapat undi paling tinggi menewaskan tiga lagi calon iaitu Ust Idris Ahmad, Datuk Mohd Amar Abdullah dan Datuk Seri Mohamad Nizar Jamaludin.
Salahudin mendapat 753 undi, Husam (660), Mahfuz (616), Idris (491), Nik Amar (321) dan Nizar (217).
Kesemua mereka akan menerajui kepimpinan PAS bersama Presiden, Tuan Guru Datuk Seri Abdul Hadi Awang yang menang tanpa bertanding.
Keputusan rasmi itu dibacakan Pengerusi Jawatankuasa Pemilihan PAS 2011-2013, Datuk Abdul Halim Abd Rahman kira-kira jam 10.15 pagi tadi.
Berikut adalah senarai Ahli Jawatankuasa PAS Pusat sesi 2011-2013:
1) Mazlan Aliman (804)
2) Dr Mohd Hatta Md Ramli (765)
3) Datuk Kamarudin Jaafar (739)
4) Hanipa Maidin (735)
5) Datuk Seri Azizan Abdul Razak (721)
6) Dr Zulkefly Ahmad (702)
7) Dr Mujahid Yusof Rawa (651)
8) Khalid Samad (643)
9) Abdul Ghani shamsuddin (579)
10) Amiruddin Hamzah (576)
11) Abdul Wahid Endut (556)
12) Abu Bakar Chik (527)
13) Datuk Mohd Amar Abdullah (470)
14) Dr Siti Mariah Mahmud (445)
15) Datuk Mahfodz Mohamed (449)
16) Datuk Hassan Ali (437)
17) Abdul Ghani Abd Rahman (430)
18) Nuridah Salleh (416)
Sumber:HARAKAH DAILY
Mohamad mendapat 420 undi berbanding Tuan Ibrahim 399 dan Nasha 224 daripada jumlah keseluruhan 1045 undi.
Manakala untuk jawatan Naib Presiden pula dimenangi Salahudin Ayub, Datuk Husam Musa dan Datuk Mahfuz Omar.
Ketiga-tiga mereka mendapat undi paling tinggi menewaskan tiga lagi calon iaitu Ust Idris Ahmad, Datuk Mohd Amar Abdullah dan Datuk Seri Mohamad Nizar Jamaludin.
Salahudin mendapat 753 undi, Husam (660), Mahfuz (616), Idris (491), Nik Amar (321) dan Nizar (217).
Kesemua mereka akan menerajui kepimpinan PAS bersama Presiden, Tuan Guru Datuk Seri Abdul Hadi Awang yang menang tanpa bertanding.
Keputusan rasmi itu dibacakan Pengerusi Jawatankuasa Pemilihan PAS 2011-2013, Datuk Abdul Halim Abd Rahman kira-kira jam 10.15 pagi tadi.
Berikut adalah senarai Ahli Jawatankuasa PAS Pusat sesi 2011-2013:
1) Mazlan Aliman (804)
2) Dr Mohd Hatta Md Ramli (765)
3) Datuk Kamarudin Jaafar (739)
4) Hanipa Maidin (735)
5) Datuk Seri Azizan Abdul Razak (721)
6) Dr Zulkefly Ahmad (702)
7) Dr Mujahid Yusof Rawa (651)
8) Khalid Samad (643)
9) Abdul Ghani shamsuddin (579)
10) Amiruddin Hamzah (576)
11) Abdul Wahid Endut (556)
12) Abu Bakar Chik (527)
13) Datuk Mohd Amar Abdullah (470)
14) Dr Siti Mariah Mahmud (445)
15) Datuk Mahfodz Mohamed (449)
16) Datuk Hassan Ali (437)
17) Abdul Ghani Abd Rahman (430)
18) Nuridah Salleh (416)
Sumber:HARAKAH DAILY
Subscribe to:
Posts (Atom)






