30 December 2011

สิ่งมหัศจรรย์ที่เหนือความมหัศจรรย์

            ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณีเสมอ              
                              ความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน

พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้ร่วมละหมาดญุมอัตทุกท่าน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา)

            จงยึดมั่นในตักวา (ความยำเกรง) ต่อเอกองค์ อัลลอฮฺ อย่างสัจจริง และจงอย่ากลับไปหาอัลลอฮฺ(เสียชีวิต)จนกว่าจะดำเนินตนให้อยู่ในอิสลามอย่างสมบูรณ์ ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺสั่ง และงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวว่า

“และอัลลอฮ์นั้นคือ(เจ้านาย)ผู้ทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ศรัทธา โดยทรงนำพวกเขาออกจากบรรดาความมืดสู่แสงสว่าง(ออกจากความหลงผิด ไปสู่สิ่งถูกต้อง) และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น บรรดา(เจ้านาย)ผู้ช่วยเหลือของพวกเขาก็คือ อัฎ-ฎอฆูต(หมายถึงชัยฎอนและอื่น ๆ) โดยที่พวกมันจะนำพวกเขาออกจากแสงสว่างไปสู่ความมืด (ออกจากสิ่งที่ถูกต้องไปสู่สิ่งที่ผิด) ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก โดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”
(อัล-บากอเร๊าะฮฺ อายัต 257)

          จากอายัตที่อ่านพระองค์ทรงชี้แนะหลักคิดอยู่อย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ

1.      อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นเจ้านายที่แท้จริง ที่ทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาเสมอ ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงไม่อาจใช้คำว่า
เจ้านายโดยพร่ำเพรื่อ ซึ่งต่างกันกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาซึ่งเจ้านายของพวกเขานั้นคือ อัฎ-ฎอฆูต หมายถึง
ชัยฎอนรวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่นอกจากอัลลอฮฺอีกด้วย
      2.      จะเห็นความแตกต่างในภารกิจที่ชัดเจนระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ปฏิเสธศรัทธา โดยบรรดาผู้ศรัทธานั้นจะหนี 
ออกห่างจากความหลงผิดเข้าสู่ความจริงที่ถูกต้องซึ่งเทียบได้กับแสงสว่าง ในขณะเดียวกันบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นจะดำเนินภารกิจที่ตรงข้ามกัน โดยที่พวกเขาจะชักชวนผู้คนออกห่างออกจากสิ่งที่ถูกต้องและไปทำในสิ่งที่ผิด  และนี่คือ “ปรากฏการย้อนศร” ที่กำลังได้รับการเชิดชูจากคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน

จากอายัตข้างต้นในทางภาษาพบคำที่น่าสนใจอยู่ 2 คำคือคำว่า "الظلمات" ในรูปพหูพจน์และ "النور" ในรูปเอกพจน์โดยมุฟัซซีรีนกล่าวว่า เมื่อคำในรูปพหูพจน์ที่มีนัยเชิงจำนวนที่มากกว่า มาพบกับคำในรูปเอกพจน์ที่มีความหมายตรงข้ามกันนั้น จึงเป็นการตรงข้ามกันระหว่างสิ่งที่ทรงคุณค่า"الفاضل"กับสิ่งที่ถูกทำให้มีคุณค่า"المفضول" หรือระหว่างสัจธรรม"الحق"กับความเท็จ"الباطل" ดังนั้นจำนวนมากจึงไม่ได้เป็นบรรทัดฐาน หรือตัวชี้วัดความถูกต้อง หรือ ความดี แต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันแม้จะเป็นจำนวนน้อยก็ตามแต่ทรงคุณค่ายิ่งในอัลลอฮฺหากอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง

อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวอีกว่า

          “และหากเจ้าเชื่อฟังส่วนมากของผู้คนในแผ่นดินแล้ว พวกเขาก็จะทำให้เจ้าหลงทางจากทางของอัลลอฮฺไป พวกเขาจะไม่ปฏิบัติตามนอกจากการนึกคิดเอาเอง และพวกเขามิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดนอกจากพวกเขาจะคาดคะเนเอาเองเท่านั้น”
                                                                                                        (อัล-อันอาม อายัต 116)

           القرطبيมีความเห็นว่าในคำว่า “พวกเขาก็จะทำให้เจ้าหลงทางจากทางของอัลลอฮฺไป”นั้น หมายความว่า หลงทางออกไปจากแนวทางของการตอบแทนจากอัลลอฮฺ โดยที่พวกเขาจะไม่สนใจต่อการตอบแทนในวันอาคีรัตของอัลลอฮฺแต่พวกเขาจะมุ่งหาผลประโยชน์ที่พวกเขาคาดหวังเอาเองในโลกนี้เท่านั้น ผลตอบแทนในเชิง ‘Merit’ หรือเชิงบาปบุญ คุณโทษ จะไม่ส่งผลแต่ประการใดในสำนึกพวกเขา 
         เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมที่ถูกครอบงำทางความคิดเช่นปัจจุบัน ที่ได้รับการหล่อหลอมให้มีความเชื่อว่าผลตอบแทนในรูปประโยชน์เฉพาะหน้าหรือในลักษณะ “บริโภคนิยม” ดังปรากฏในโลกทุนนิยมเสรี และประชาธิปไตยสุดขั้วนั้น กำลังจะนำพาสังคมส่วนใหญ่ออกไปจากบรรทัดฐาน บาปบุญ คุณโทษจากอัลลอฮฺ แล้วไปสู่บรรทัดฐานที่เขาทึกทักกันเองว่าดี ถูกต้อง ซึ่งแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็จะสร้างมาตรฐานขึ้นเองตามอำเภอใจ

พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้ร่วมละหมาดญุมอัตทุกท่าน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา)
       
ในสังคมปัจจุบันได้ปรากฏให้เห็นสิ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เหนือความมหัศจรรย์(أعجب العجائب) ขึ้นแล้ว และที่สำคัญเป็น “ปรากฏการณ์ย้อนศร” ในอิสลามอีกด้วยเมื่อเราพบว่า

·          มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับว่าเป็นมุสลิมแต่ไม่เคยเรียนศาสนา และเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ในอิสลาม
       o  เรียนมาตลอดชีวิตเพื่อให้มีชีวิตที่ดีในโลกนี้แต่ไม่เคยสนใจที่จะเรียนศาสนาเพื่อชีวิตที่ดีทั้งในโลกนี้และในโลกอาคีรัต
·          มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับว่าเป็นมุอฺมิน (ผู้ศรัทธา)ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักมลาอีกัตของพระองค์ กฎกำหนดสภาวะของพระองค์ ตลอดทั้งวันกียามัตที่จะมาถึง
       o  ชอบพูดตามคนอื่นที่ว่าศาสนาใด ๆ ก็ดีหมดทุกศาสนา เพราะสอนให้คนทำดีจึงทำทุกอย่างเพื่อหาปัจจัยยังชีพและลาภยศโดยไม่สนใจถูกผิด ฮาลาล ฮารอมบาปบุญคุณโทษ
·          มีคนจำนวนไม่น้อยที่ศรัทธาในอัลลอฮฺ ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่เชื่อฟังปฏิบัติ และเกรงกลัวอัลลอฮฺ
       o  ยึดระบบการเงินที่อาศัยดอกเบี้ยมาเป็นช่องทางประกอบอาชีพทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว
       o  ฉ้อราษฎร์บังหลวง เรียกรับเงินใต้โต๊ะ หารายได้ในทางลับโดยอ้างว่าเป็นธรรมเนียมที่ใคร ๆ ก็ทำ
·          มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าตนเป็นอุมมัต (ประชาชาติ) นบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ.)แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามนบี แล้วยังนำคนอื่นมายึดมั่นเชื่อถือเป็นแบบอย่างในชีวิตประจำวัน เช่นกรณี
       o  วัยรุ่นหนุ่มสาวส่วนใหญ่ที่ตามกระแสแฟชั่น ยึดเอาแบบอย่างจากดารา นางแบบนายแบบในการแต่งกาย ตัดแต่งทรงผมโดยไม่สนใจหลักคำสอนในศาสนา
       o  วัยรุ่นหนุ่มสาวบางคนที่หลงกระแสตะวันตกมั่วสุม สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพย์ยาเสพย์ติด ทำผิดประเวณี แล้วทำแท้ง                    
        
อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวว่า
 “และจากหมู่ชนนั้น มีผู้กล่าว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลกแล้ว ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่”(หมายถึงพวกมุนาฟิกที่ศรัทธาแต่เพียงคำพูด แต่หัวใจปฏิเสธศรัทธา)
                                                                                                      (อัล-บากอเร๊าะฮฺ อายัต 8)

              สภาวการณ์ดังกล่าวนี้กำลังตอกย้ำให้เรามีความมั่นใจว่าศาสนาอิสลามเท่านั้นเป็นศาสนาที่แท้จริง จากที่ท่านรซูลลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้ล่วงหน้ามาก่อนนับพันปีซึ่งได้ปรากฏเป็นความจริงแล้วในปัจจุบัน ดังที่ท่านอบูฮูร็อยร็อฮฺ (รฏียัลลอฮูอันฮู) กล่าวว่า ท่านรซูลลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) กล่าวว่า

         “อิสลามนั้นเริ่มต้นด้วยภาวะแปลกแยก แล้วหลังจากนั้นก็จะหวนกลับสู่ภาวะแปลกแยกอีกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ที่แปลกแยก(จากคนหมู่มากที่ทำผิดศาสนา)”
                                                                                                      รายงานโดยอบูฮูร็อยร็อฮฺ

           รูปธรรมของความแปลกแยกดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้จาก “ปรากฏการณ์ย้อนศร” ในอิสลามที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน กล่าวคือ
 ·       เมื่ออุมัตอิสลามปฏิเสธที่จะปฏิบัติละหมาด จ่ายซะกาต หยุดยั้งความชั่ว และเชิญชวนกันทำอิบาดะฮฺ แม้แต่คนในครอบครัว
·       เมื่ออุมัตอิสลาม ญาฮิลฺ(อวิชา)ในข้อกำหนด บทบัญญัติอิสลาม เช่น ฮาลาล-ฮารอม ถูก-ผิด (ศ็อฮฺ-บาตัลฺ) อีกทั้งยังทำเป็นไม่รู้และไม่รับรู้ในสิ่งต่าง ๆที่ตนต้องปฏิบัติ และไม่เกรงกลัวที่จะทำในสิ่งที่ตนไม่ค่อยแน่ใจ
·       เชื่อมั่นในระบบดอกเบี้ย อีกทั้งยังพยายามอธิบายวิธีการเอาชนะปัญหาเศรษฐกิจด้วยระบบดอกเบี้ยอย่างเก่งกล้าสามารถ และด้วยหลักเหตุผลที่นำมาทำให้เชื่อได้ว่าปราศจากดอกเบี้ยเศรษฐกิจประเทศชาติ และโลกต้องล้มลงแน่นอน เสมือนหนึ่งท้าทายอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮฺ
·       ยาเสพย์ติด เหล้า บุหรี่ไม่สามารถจะห้ามได้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศชาติ
·       สิ่งที่ชอบด้วยหลักศาสนากลายเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เลวร้าย และสิ่งที่ผิดแปลกไปจากหลักศาสนากลับกลายเป็นสิ่งที่ดี เป็นที่เชิดชูยกย่อง อาทิ
     o  การทำผิดประเวณีเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ การลงโทษคนทำผิดประเวณีในประเทศมุสลิมบางประเทศกลับถูกประณาม
     o  เปิดเอารัตในบรรดาสตรี และบุรุษที่เกินขอบเขตจนกลายเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งในวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านต่อหลักคำสอนของศาสนา
     o  รวมทั้งการที่ผู้ชายแต่งกายเป็นผู้หญิง หรือผู้หญิงแต่งกายเป็นผู้ชายจนถึงขนาดผ่าตัดแปลงเพศ แล้วออกมาเรียกร้องสิทธิความชอบธรรมให้สังคมเห็นใจยังอุตสาห์สนับสนุน
·       สัจธรรมและความเท็จถูกเกลือกกลั้วผสมผสานกันจนยากที่จะแยกออกได้
·       เพิ่มดีกรีความเชื่อมั่นต่อหลักกฎหมายของมนุษย์ที่ไม่เคยมั่นคงตั้งอยู่เหนือบทบัญญัติของอัลลอฮฺ

            อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวไว้เพื่อเป็นการปลอบใจท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ ซัลลัม เนื่องจากถึงแม้ว่าท่านนบีจะมีความห่วงใยต่อการอีมานของพวกเขาและทุ่มเทกำลังความสามารถในการชี้แนะแก่พวกเขาก็ตาม พวกเขาก็จะไม่ศรัทธาต่อท่านนบี เพราะพวกเขายังคงดื้อดันในความตั้งใจเดิม คือ ปฏิเสธศรัทธา ว่า
                       “และส่วนใหญ่ของมนุษย์จะไม่ศรัทธาต่อเจ้า ถึงแม้เจ้าปรารถนาอย่างยิ่งก็ตาม”
ซูเราะฮฺยูซุฟ อายัตที่ 103

ซึ่งคนในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นคนส่วนน้อยแต่เป็นคนส่วนมากที่อาศัยกระแสส่วนมากอย่างโอหัง ไม่เกรงกลัวคำพิพากษาในวันอาคีรัต โดยอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงยืนยันว่า

“และโดยแน่นอน ส่วนมากของชนรุ่นก่อนหน้าพวกเขาได้หลงผิด(ไปแล้ว)”

ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต อายัตที่ 71

             และในที่สุดพวกเขาก็จะพบกับความเจ็บปวดเป็นที่สุดเมื่ออัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกำชับไว้กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า

“และเจ้า(ท่านนบี)จงอย่าละหมาดให้แก่คนใดในหมู่พวกเขาที่ตายไปเป็นอันขาด และจงอย่ายืนที่ (ใกล้) หลุมศพของเขาด้วย แท้จริงพวกเขานั้นได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์ และพวกเขาได้ตายลง ขณะที่พวกเขาเป็นผู้ละเมิด(กุฟรฺ)”
                                                                                                ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ อายัตที่ 84

พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้ร่วมละหมาดญุมอัตทุกท่าน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา)
 
                 ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
           “ผู้ใดที่อัลลอฮฺประสงค์ให้เขานั้นกลายเป็นคนดี อัลลอฮฺจะทรงให้เขามีความเข้าใจในศาสนา”

             อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวถึงคุณค่าของความรู้และการศรัทธาที่เมื่ออยู่ควบคู่กันก็จะสามารถปกป้องมนุษย์ได้ และจะเป็นผู้ได้รับรางวัลอันใหญ่หลวงในอาคีรัต ว่า :

“แต่ทว่าบรรดาผู้ที่ยึดมั่นในความรู้ในหมู่พวกเขา(ชาวยิวบางคน) และบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น (อุมัต นบีมูฮัมมัด) พวกเขาย่อมศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และบรรดาผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และบรรดาผู้ชำระซะกาต และบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลกชนเหล่านี้แหละเราจะให้แก่พวกเขาซึ่งรางวัลอันใหญ่หลวง”
ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายัตที่ 162

             อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงชี้แนวทางให้แก่คนที่หลงผิดไปแล้วได้มีความสำนึกแล้วกลับสู่แนวทางที่ถูกต้องด้วยการทำดี เนื่องจากการทำดีนั้นสามารถจะลบล้างความผิดได้ โดยกล่าวว่า :

 “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน(หมายถึงละหมาดศุบฮ์และอัศร) และยามต้นจากกลางคืน(หมายถึงละหมาดมักริบและอีชาอ์) แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลายนั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก (ผู้รำลึกคือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่เที่ยงธรรม และดำรงรักษาไว้ซึ่งการละหมาด ดังนั้น การรักษาไว้ซึ่งการละหมาดก็ดี และการทำความดีอย่างอื่น ๆ ก็ดี เป็นข้อเตือนสำหรับผู้รักการตักเตือนและเป็นการชี้แนะแก่ผู้ที่รักการชี้แนะไปสู่ความดี)”
                                                                                                        ซูเราะฮฺ ฮูด อายัตที่ 114

 และสำหรับผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะขอลุแก่โทษจากการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติ และเขาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง อัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงรับการขออภัยโทษของเขา และเขาจะได้รับความโปรดปราน ณ ที่พระองค์

“และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริงเขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอฮ์อย่างจริงจัง”
                                                                                                ซูเราะฮฺ อัล-ฟุรกอน อายัตที่ 71

         ขออัลลอฮฺจงประทานความศิริมงคลแก่ท่านและข้าพเจ้า ด้วยอัล-กุรอานอันประเสริฐ และยังประโยชน์แก่ข้าพเจ้าและท่านด้วยหลักฐานที่ปรากฏในอัล-กุรอานและคำตักเตือนที่หลักแหลม และจงตอบรับจากข้าพเจ้าและท่านจากการอ่านอัล-กุรอาน เพราะแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินและทรงรอบรู้
         ข้าพเจ้าขอลุแก่โทษจากอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่และแก่ท่านพร้อมทั้งบรรดามุสลีมีนทั้งหญิงและชาย และมุอฺมีนีนทั้งหญิงและชาย ขอได้โปรดให้อภัยแก่พวกเราด้วยเถิด อามีน

เชิญส่งความเห็นของท่านไปที่ : mipandan@gmail.com

26 December 2011

ธุรกิจเครือข่ายไม่เป็นที่อนุญาตในอิสลาม(พีระมิด+mlm)

ทัศนะของนักกฎหมายอิสลามต่อการประกอบธุรกิจแบบเครือข่ายนักกฎหมายอิสลามได้ให้คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจแบบเครือข่ายจากกรณีของบริษัทบิสเนสและอื่นๆ โดยเป็นการตอบคำถามทั้งในรูปของทัศนะส่วนบุคคลและสภาหรือที่ประชุมนักนิติศาสตร์อิสลาม ซึ่งส่วนหนึ่งของทัศนะดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1-มัจมะอฺ อัลฟิกฮฺ อัลอิสลามี (สภานิติศาสตร์อิสลาม)ได้ให้คำวินิจฉัยว่า-การเข้าร่วมกับบริษัทบิสเนสและอื่นๆที่เป็นบริษัทธุรกิจแบบเครือข่ายไม่เป็นที่อนุญาตในศาสนาอิสลามเพราะถือว่าเป็นการพนัน-ระบบของบริษัทบิสเนสและบริษัทอื่นที่คลายกันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนายหน้าตามที่บริษัทอ้างด้วยเหตุนี้ทางสภาจึงขอเสนอให้ฝ่ายต่างๆที่รับผิดชอบให้ใบอนุญาตในประเทศมุสลิมทำการยึดใบอนุญาตคืนจากบริษัทที่ดำเนินการในรูปเครือข่ายดังกล่าว.และควรสอบถามสภานิติศาสตร์อิสลามก่อนที่จะดำเนินการอนุญาตในเรื่องดังกล่าว.(12)

2- คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถาวรแห่งที่ประชุมนักหะดีษ ( لملتقى أهل الحديث اللجنة الدائمة)ได้กล่าวถึงธุรกิจระบบเครือข่ายว่า “แท้จริงแล้วการทำธุรกิจประเภทนี้เป็นที่ต้องห้าม ทั้งนี้เพราะเป้าหมายหลักของธุรกิจนี้คือเม็ดเงินไม่ใช่สินค้า เม็ดเงินอาจจะเป็นล้านในขณะที่ราคาสินค้าไม่เกินร้อย คนมีสติทุกคนหากมีการเสนอระหว่างสองสิ่งดังกล่าว แน่นอนเขาจะต้องเลือกเม็ดเงิน ด้วยเหตุนี้บริษัทจะใช้วิธีโฆษณาสินค้าโดยการบอกถึงจำนวนเม็ดเงินที่ใหญ่ที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับและจูงใจด้วยกำไรที่เกินคาดเทียบกับราคาสินค้าที่เล็กน้อย ดังนั้นสินค้าที่ขายจึงเป็นเพียงฉากและทางที่จะไปสู่เม็ดเงินและกำไร. (13)

3- ศูนย์ฟัตวาภายใต้การดูแลของ ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีฮฺ ได้ตอบคำถามของผู้ถามว่า “หลังจากที่เราได้ศึกษาระบบของบริษัท(ที่ท่านถาม)พบว่าไม่เป็นที่อนุญาตให้ทำธุรกรรมกับบริษัทนี้เพื่อหากำไรผ่านการโฆษณาและค้าขายสินค้าของบริษัท เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมไม่ได้มีเป้าหมายในสินค้า แต่มีเป้าหมายในเม็ดเงินที่จะได้จากการหาสมาชิกใหม่ และพวกเขาอาจสำเร็จได้เงินที่เท่าหรือมากกว่าที่ลงทุนไป หรืออาจไม่ได้อะไรเลยและนี้ก็คือการพนันนั้นเอง ธุรกรรมนี้อยู่ระหว่างการได้และเสีย และสินค้าเป็นเพียงตัวกลางจึงไม่มีผลใดๆเลย(14).

4- คำประกาศของที่ประชุมสมัชชาคณะกฎหมายอิสลามมหาวิทยาลัย อัซซัรกออฺครั้งที่6 ซึ่งมีการจัดประชุมเมื่อวันที่23-25 เดือนญุมาดิลอาคิเราะฮฺ 1425 ฮิจเราะฮฺ ตรงกับวันที่ 12/8/2004 ได้มีการพูดคุยเรื่องปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในปัจจุบัน ซึ่งในหัวข้อที่8 ที่ประชุมมีมติดังนี้ สมัชชามีความเห็นว่า “การทำธุรกรรมกับบริษัทที่ทำธุรกิจแบบเครือข่ายต่างๆที่มีการดำเนินการในรูปแบบพีระมิดไม่เป็นที่อนุญาตเพราะธุรกิจรูปแบบนี้ประกอบด้วยธุรกรรมที่มีการพนัน(มุกอมะเราะฮฺ) ความไม่ชัดเจน (ญะหาละฮฺ) หลอกลวง (ตัฆรีร) และทำให้แรงงานเยาวชนสูญสินไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาและสังคมอย่างแท้จริง และเพราะเหตุว่ามันนำมาซึ่งกำไรอันน้อยนิดแต่การขาดทุนที่มากมาย. พร้อมกันนี้ทางสมัชชาได้ประกาศจุดยืนให้ฝ่ายที่มีอำนาจรับผิดชอบทบทวนการอนุญาตให้บริษัทประเภทนี้ได้ประกอบการเพราะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ(15).

5- ดร.สามี สุวัยลิม ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์อิสลาม ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทควิสท์(Quest)ของฮองกง ซึ่งมีรูปแบบคือเมื่อบุคคลพอใจกับบริษัทหรือสินค้าของบริษัท เขาก็จะลงทะเบียนในเว็บไซท์ของบริษัท โดยกรอบรายละเอียดของตัวเองและหมายเลขของผู้แนะนำ พร้อมกับจ่ายค่าลงทะเบียนสิบดอลลาร์และรับหมายเลขรหัสของตัวเองโดยถูกบรรจุภายใต้สายของผู้แนะนำ การลงทะเบียนเพียงอย่างเดียวจะยังไม่มีแต้ม เมื่อบุคคลนั้นซื้อสินค้าจะถูกบันทึกแต้มให้แก่ผู้แนะนำโดยที่สินค้าแต่ชนิดจะมีแต้มต่างกันเมื่อสะสมแต้มถึงหกแต้มผู้แนะนำก็จะได้เงิน250ดอลลาร์ เป็นเช่นนี้เรื่อยไปเป็นชั้นๆซึ่งดร.สามีได้ตอบว่าธุรกิจรูปแบบนี้ก็คือธุรกิจแบบเครือข่ายซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) (16) นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับธุรกิจแบบเครือข่ายโดยยังมีคำวินิจฉัยจากอีกหลายท่านหลายเว็บไซท์ซึ่งล้วนแล้วแต่เห็นว่าการดำเนินธุรกิจแบบเครือข่ายนั้นเป็นที่ต้องห้ามในศาสนาอิสลาม.

สรุป
สาเหตุที่ห้ามเพราะ
•เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย

•ไม่ได้ค้าขายสินค้า แต่เป็นการค้าขายเงินต่อเงิน

•สินค้าไม่ไ้ด้มีคุณภาพเหมาะสมกับราคา

•มีลักษณะเข้าข่ายการพนัน หรือเสี่ยงโชค

และเท่าที่เห็นนั้น บ่งบอกได้ประการหนึ่งว่า มิได้ห้ามการขายตรงทั้งหมด เพราะการขายตรงมีหลายรูปแบบ ที่ห้ามชัดๆ ตอนนี้ก็คือธุรกิจที่เข้าข่ายในสี่ประการข้างต้น

12 December 2011

การลอบสังหารคอลีฟะห์อุษมานอิบนิอัฟฟาน



โดยอาจารย์ รอฟลี แวหะมะ
อาจารย์ประจำคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อิสลาม


คอลีฟะฮ์อุษมานรู้สึกว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้นได้เกิดความระส่ำระสายขึ้นแล้ว และเพื่อระงับเรื่องนี้ ในฤดูฮัจญ์ (ฮ.ศ. 34) ท่านได้เชิญชวนผู้ครองแคว้นต่างๆ เข้าปรึกษาหารือ ผู้ครองแคว้นคนหนึ่งต้องการให้คอลีฟะฮ์ใช้วิธีการที่รุนแรงในการปราบปราม แต่คอลีฟะฮ์ไม่ต้องการ เกรงว่าจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงยิ่งไปกว่านี้ มุอาวียะฮฺผู้กุมอำนาจสูงสุด ในดินแดนที่ยึดมาได้อย่างกว้างขวางนั้นยินดีที่จะส่งกองทัพที่เข้มแข็งจากซีเรียไปปราบแต่คอลีฟะฮ์ก็ปฏิเสธ ด้วยการให้เหตุผลว่า ท่านไม่ต้องการสร้างความลำบากใจแก่ชาวเมืองมะดีนะฮฺ หรือต้องทำให้ มักกะฮฺต้องเปื้อนเลือด (หากเกิดการสู้รบขึ้น) ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานส่งคณะฑูต 4 ท่าน ไปยังดินแดนต่างๆ ของฝ่ายกบฏเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริง บุคคลทั้งสามได้แจ้งแก่ท่านว่าเหตุการณ์ทั้งหลายอยู่ในภาวะปกติแก่ทูตที่ส่งไปยังอียิปต์ แต่อัมมาร์บุตรยาซิรฺไม่เดินทางกลับมา อาจเป็นไปได้ว่าเขาได้รับการจูงใจหรือคล้อยตามพวกกบฏเหล่านั้น

ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกบฎ ไม่อาจระงับยับยั้งได้อีกแล้ว แม้ว่าการกบฏที่เกิดขึ้นนั้น มีความขัดแย้งกับหลักการเบื้องต้นของศาสนาอิสลาม และได้ล่วงเกินมติในที่ประชุมเพื่อทำการเลือกคอลีฟะหฮฺ โดยคณะที่ถูกแต่งตั้งจากคอลีฟะฮ์อุมัร

ในปี ฮ.ศ. 35 กลุ่มกบฎในอียิปต์ กูฟะฮฺ และบัศเราะฮฺได้เคลื่อนพลพร้อมๆ กัน มุ่งสู่มาดีนะฮฺจำนวนรี้พลทั้งสิ้นเกือบ 3000 คน

กองกำลังจากอียิปต์ภายใต้การนำของมุฮำหมัดบุตรอบูบักรฺ (บางข่าวก็กลาวว่าเป็น อัล-ฆอฟิกีอิบนุฮัรบ์) โดยในขณะบุคคลเหล่านั้น ได้มีผู้ติดตามชื่ออับดุลลอฮฺ บุตรซอบารฺอยู่ด้วย

ส่วนกองกำลังจากกุฟะอิ ก็อยู่ภายใต้การนำของซัยต์บุตรเซาฮานอัลอับดิ และกองกำลังจากบัศเราะศฺ ภายใต้การนำของฮุกัยมฺบุตรยะบาละห์อัลอับดิ ผู้ที่มาจากอียิปต์มีความสำพันธ์กับท่านอาลีผู้ที่มาจากกุฟะฮฺมีความสัมพันธ์กับซุบัยร์และผู้ที่มาจากบัศเราะฮฺมีความสัมพันธ์กับฎ็อลฮะฮฺ ในสถานการณ์ที่ต่างกันและไม่ไกลไปจากเมืองมาดีนะฮฺ พวกเขาได้แจ้งความจำนงให้ คอลีฟะฮ์ปลด มัรวาน บุตร อัล-หะกัมออกจากตำแหน่ง และเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆก็ต้องเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นๆ เช่นกัน พวกเขาต้องการให้เศาะฮาบะฮฺ ที่พวกเขาได้ติดต่อไว้ ขึ้นดำรงตำแหน่งเหล่านั้นแทน (ท่านอาลีในอียิปต์ อัซ-ซุบัยรฺที่กูฟะและฎ็อลฮะฮฺที่บัศเราะฮฺ) เศาะฮาบะฮฺทั้งสามท่านดังกล่าวต่างก็ทราบดีถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าด้วยคุณธรรมอันดีงามของพวกเขา ทำใหัท่านคอลีฟะฮ์อุษมานแก้ไขยินยอมทีจะแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมด แต่ความต้องการของฝ่ายกบฏเรื่องสุดท้ายนั้น บรรดาศอฮาบะหฮฺทั้งสามต่างก็ได้ปฏิเสธแม้ว่าพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนจากบุคคลเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้สถานการณ์ก็คืนกลับสู่ภาวะปรกติ ฝ่ายกบฏก็เดินทางกลับเมืองเดิมของพวกเขา

ในบรรดากบฏเหล่านั้น กลุ่มที่มาจากอียิปต์ ได้รับความสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะหัวหน้าของพวกเขามูฮำหมัด บุตรอบูบักร (เมื่อท่านอลีได้ตอบปฎิเสธไปแล้ว) ได้รับการรับรองจากคอลีฟะฮ์เพื่อให้เขาครองอียิปต์แทน อับดุลลอฮฺบินสะอด์ พร้อมกับคณะเหล่านั้น

คอลีฟะฮ์ได้ส่งบุคคลจากฝ่ายมูฮายีรีนและอัรศอร ไปเป็นพยานและเป็นฑูตสันติเจรจาเพือให้เกิดความปรองดองระหว่างกัน (หากจะได้รับการต่อต้านขัดขวางจากเจ้าผู้ครองแคว้นขณะนั้น คือ อับดุลลอบุตรสะด์)

ในระยะนี้คอลีฟะฮ์ก็ยินยอมผ่อนปรน ต่อท่านอาลีและยินยอมจะรับฟังคำแนะนำจากท่าน โดยปฏิเสธที่จะฟังคำแนะนำจากมัรวานอีกต่อไป และคำสำหรับเรื่องนี้ คืนกลับเข้าสู้สัจจะธรรมและความยุติธรรม “เตาบะ”) ได้กระทำขึ้นที่มัสยิดนะบะวีย์ ตามคำร้องขอของท่านอาลีท่ามกลางประชาชนเป็นจำนวนมาก

ในความเป็นจริงนั้นท่านคอลีฟะฮ์อุษมานไม่เคยไม่เคยมีความกินแหนงแครงใจกับท่านอาลีเพราะท่านอาลีเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ มีความบริสุทธิ์ใจอย่างสม่ำเสมอ

ซัยยิดะหฮฺอาอีฉะฮฺและอัมรบุตรอัล-อาศ ก็ได้ประจักษ์ ถึงการเตาบะฮฺ (กลับตัว) ของท่านคอลีฟะฮ์อุษมาน ต่อพฤติกรรมที่ล่วงมาแล้วข้างต้นความลับถูกเปิดเผย แต่ทว่าในขณะเดินทางกลับระหว่างทางกลับนั้น (ภายในเวลา3วัน)คณะผู้ที่มาจากอียิปต์ได้เผชิญกับบุคคลผู้หนึ่งซึ่งขี่อูฐผ่านไปอย่างรวดเร็วผ่านหน้าพวกเขาไป และอูฐที่เขาขี่เป็นอูฐของคอลีฟะฮ์ กาฬบุตรเป็นผู้ขับอูฐตัวนั้น พวกเขาจึงต่างก็มีความสงสัยว่าน่าจะมีสาส์นของคอลีฟะฮ์ คณะที่มาจากอียิปต์จึงเข้าขัดขวาง และค้นพบสาส์นฉบับหนึ่งแนบซุกอยู่ภายใต้กล่องไม้ไผ่เล็กๆห่อหุ้มด้วยเงินประทับตราของคอลีฟะฮ์ สาส์นฉบับนั้นได้นำส่งไปยังอับดุลลอลบุตรสะด์ เจ้าผู้ครองแคว้นอียิปต์บางส่วนของประโยคต่างๆ ในสาส์นนั้นได้เขียนคำว่า (ยังไม่ได้ใส่จุดและยังไม่มีตัวสระ เป็นอักขระในอัลกุรอานและเป็นภาษาอาหรับในสมัยของท่านคอลีฟะฮ์อุษมาน) อันเนืองมาจากสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความโกธรแค้น ความเหน็ดเหนื่อย และความสงสัยต่างๆ นานา เพราะการเดินทางในระยะที่ไกลมากนั้นทำให้พวกเขาสื่อความหมายว่า

“เมื่อมูฮัมหมัดบุตรอบูบักรได้มาถึงเขาและได้ถูกฆ่าตายทันที” ไม่ใช่สื่อความถึงการ “ถูกรับรอง” (ซึ่งความจริงแล้วในประการหลังเป็นความหมายอันแท้จริงจากท่านคอลีฟะฮ์อุษมานที่จะให้ผู้ครองแคว้นอียิปต์ขณะทำการรับรองการแต่งตั้งมูฮัมหมัดบุตรอบูบักรเป็นข้าหลวงแทนท่าน) เมื่อคำดังกล่าวมีความหมายที่อาจจะแปลเป็นหลายนัยเช่นนั้น (ตามความเข้าใจในสภาพดังกล่าว)คณะบุคคลที่มาจากอียิปต์ต่างก็กริ้วโกรธต่อท่านคอลีฟะฮ์ที่ปฎิบัติไม่เป็นไปตามวาจาเดิมที่มี่ต่อพวกเขา เพราะเหตุอะไรหรือท่านคอลีฟะฮ์อุษมานจึงได้เปลี่ยนความคิดเช่นนั้นด้วยการตัดสินให้ประหาร เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็คิดว่าท่านคอลีฟะฮ์อุษมานใช้วิธีการอันก้าวร้าวและรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ดังนั้น พวกเขาจึงกลับจากมะดีนะฮ์เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า สาส์นฉบับนั้นมาจาผู้ใดกันแน่ ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้ปฎิเสธว่าสาส์นฉบับนั้นตนไม่ได้เป็นผู้เขียน พร้อมกับคำสาบานว่าตนไม่ได้มีความประสงค์เช่นนั้น

ตามหลักภาษาอาหรับ (ซึ่งควรแก่การยอมรับ) จะพบว่าคอลีฟะฮ์เป็นผู้เขียนขึ้นมาเองอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการให้ความหมายว่า “เป็นที่รับรอง”ไม่ใช่ความหมายว่า “ต้องฆ่า”(qutila) และคำนี้ ก็ยังเปลี่ยนเป็นความหมายอย่างอื่นได้อีกแต่ย่อมไม่เป็นการสมควรที่เคาะลีฟะฮ์จะยอมรับในสถานการณ์ดังกล่าวเพราะ “ภัยอันตรายจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ตระหนักถึงความเข้าใจผิดต่อสาส์นฉบับนั้นได้ดี รวมทั้งความหมายอันแท้จริง ถ้าหากว่าอักษรภาษาอาหรับในตอนนั้น มีเครื่องหมายจุดหรือสระแล้วก็ย่อมจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อันเป็นสาเหตุให้คอลีฟะฮ์ท่านหนึ่งต้องถูกฆาตกรรม

นักประวัติศาสตร์บางคนก็ได้กล่าวอ้างว่ามัรวานเป็นผู้เขียนขึ้น เพราะเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้เครื่องหมายประทับตราของคอลีฟะฮ์ และเขาอีกเช่นกันที่อยู่กับคอลีฟะฮ์ตลอดเวลา และนักประวัติศาสน์บางคนได้กล่าวว่า ศัตรูของคอลีฟะฮ์เป็นผู้ร่างสาส์นฉบับนั้น อาจจะเป็นอิบนูซอบาอ (เจ้ากาฬบุตร) ก็ได้

บ้านของคอลีฟะฮ์ถูกล้อม

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ คณะที่ก่อการปฏิวัติจึงบังคับให้ท่านอุสมานลาออกจากตำแหน่งและให้มอบมัรวานแก่พวกตน แต่คอลีฟะฮ์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ เขาได้ลั่นวาจาออกไปว่า “ฉันจะไม่ถอดเสื้อคลุม (คิลาฟัต) ซึ่งอัลลอฮฺได้สวมใสไว้ให้”

ต่อมาบ้านของคอลีฟะฮ์ก็ถูกล้อม ในเวลานั้นเองผู้คนจากบัศเราะฮฺและกูฟะฮฺก็ได้ปรากฏตัวขึ้น การติดต่อได้กระทำกันอย่างรีบด่วน เพราะเวลานั้นเป็นช่วงฤดูฮัจญ์ ฝ่ายคอลีฟะฮ์เองก็ได้ส่งคณะฑูตหลายคณะออกจากเมื่องมะดีนะฮฺเพื่อส่งข่าวไปให้ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในระยะแรก (30 วันของการเริ่มต้น) เคาะลีฟะฮ์ ยังได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านของท่านได้เพื่อกระทำหน้าที่เป็นอีหมามในการละหมาดและสามารถใช้น้ำจากบ่อของท่าน บิอ์รุเราะมะฮฺ และยังได้ตักดีรฺ ให้นมาซร่วมกับฝ่ายก่อการกบฏ จากนั้นท่านยังได้ประกาศต่อหน้าพวกเขา และยังปรึกษาหารือกับบรรดาหัวหน้ากบฏเหลานั้นด้วย สำหรับท่านอาลีนั้นมีความยุ่งยากใจเป็นอย่างมาก ท่านทำหน้าที่ประณีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายเพราะบางขณะท่านก็ถูก คอลีฟะฮ์ทอดทิ้ง และบางขณะก็ถูกเรียกตัวมาผ่อนคลายบรรยากาศของการเจรจา

อย่างไรก็ตามวันหนึ่งได้เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรงระหว่างท่านคอลีฟะฮ์อุษมานกับฝ่ายก่อการกบฏทำให้พวกเขาขว้างก้อนหินไปที่ร่างของท่านคอลีฟะฮ์อุษมาน ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานสงบแน่นิ่งอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นร่างของท่านก็ถูกนำเข้าไปที่บ้านของท่าน นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นไปเมืองหลวงคือมาดีนะก็ได้รับการคุกคามและสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงทุกวัน

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว เคาะลีฟะฮ์ก็ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนอีก บ้านของท่านถูกปิดล้อมรอบด้านและถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด บรรดาวัตถุปัจจัยประจำวันคือ น้ำและอาหารถูกห้ามไม่ให้นำเข้าไปในบ้านของคอลีฟะฮ์ (เกิดขึ้นในสิบวันสุดท้าย)

ในระยะนี้ผู้คนส่วนมากต่างก็ได้ขอร้องให้ท่านอาลีทำหน้าที่เป็นอีหมามในมัสยิดอัน-นะบะวีย์ แต่ท่านก็ปฎิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่าคอลีฟะฮ์ ยังอยู่และท่านยังขอร้องให้พวกกบฏเหล่านั้นรีบปล่อยคอลีฟะฮ์เสีย เพื่อทำหน้าที่เป็นอีหม่ามให้แก่พวกเขา สำหรับผู้ที่รักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลในบ้านของคอลีฟะฮ์ให้พ้นจากภัยคุกคามของพวกกบฎ คือท่านอาลี และในเวลาต่อมาท่านก็ได้มอบหน้าที่นี่แก่บุคคลอื่น รวมทั้งอาซันและฮุซัยด์ (บุตรชายของท่าน) อัซซุบัยร์บุตรเอาวาม อับดุลลอบุตรอัยซุบัยร์ อับดุลลอบุตรอุมัร มุฮำหมัดบุตรฏ็อลฮะฮฺ อบูฮุรอยเราะและคนอื่นๆ โดยพวกเขาได้เปลียนหน้าที่รักษาการที่หน้าประตูเข้าออกที่บ้านคอลีฟะฮ์ท่านอาลีผู้ซื่อสัตย์ได้ขออนุญาตคอลีฟะฮ์เพื่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อพวกกบฏแต่ได้รับการคัดค้านจาก คอลีฟะฮ์ ท่านอ้างว่าไม่ต้องการเห็นการนองเลือดระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง

ในเวลาเดียวกันนั้น ข่าวได้ไปถึงซีเรีย มุอาวียะฮฺซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคอลีฟะฮ์ ได้เสนอให้คอลีฟะฮ์ย้ายไปอยู่ซีเรียหรือที่มะกะฮฺ หรือถ้ามีความจำเป็นแล้วท่านจะส่งกำลังไปควบคุมบ้านของคอลีฟะฮ์ แต่ข้อเสนอของมุอาวียะฮฺได้รับการปฏิเสธจากคอลีฟะฮ์ เคาะลีฟะฮ์ผู้ก้าวย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ได้ก้าวขึ้นไปชั้นบนของบ้านหลายครั้ง พร้อมกับพยายามร้องตะโกนขึ้นเสียงดังเพื่อที่จะให้พวกกบฏแยกตัวออกไป และไม่กระทำการใดๆ ในขณะเดียวกันท่านมัรวานเองก็ไม่แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นว่าเขาจะปกป้องอารักขาและให้ความปลอดภัยแก่คอลีฟะฮ์อย่างไร เขาได้แต่ตะโกนพร้อมเสียงอันดังพร้อมด้วยคำพูดที่รุนแรงเพื่อที่ว่าพวกกบฏเหล่านั้น จะได้แยกย้ายตัวเองกลับไป โดยไม่ต้องไปฟังคำขอร้องและข้อเสนอใดๆ ของพวกเขาและภายในบ้านของ คอลีฟะฮ์เองภรรยาของท่านคือนาอีละฮฺ (ก่อนนี้นับถือศาสนาคริสต์) ได้เสนอให้ท่านคอลีฟะฮ์ทำความสนิทสนมกับท่านอาลี และพยายามห่างไกลจากมัรวานและลูกสมุนของเขา

ในชีวิตของนบี นั้นได้เคยกล่าวไว้ว่า จะต้องเกิดการฟิตนะฮฺในระยะเวลาอันใกล้กับท่าน และเหตุการณ์ณ์ต่างๆได้บงบอกว่าการฟิตนะฮฺ(การฆ่า)นั้นจะเกิดขึ้นในสมัยของคอลีฟะฮ์อุษมานและก่อนที่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานจะถูกสังหาร ท่านได้ฝันไปว่า ท่านได้รับเชิญจากนบี เข้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน (ซึ่งท่านนบีก็ได้สิ้นชีพไปแล้ว เป็นเครื่องหมายบงที่ว่าท่านจะได้พบกับท่านนบี ในอาลัมบัรฺซัล-ปรภพ) หลายสัปดาห์ผ่านไปเหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นโดยมีคนกลุ่มน้อยจากพวกกบฏได้เข้าไปในบ้านของท่านทางประตูหลัง พวกเขาเผชิญหน้ากับคอลีฟะฮฺและทำท่าจะสังหารคอลีฟะฮฺ แต่พวกเขากลับหยุดชะงักเพราะใจไม่กล้าพอที่จะสังหาร คอลีฟะฮ์ในขณะนั้น พวกเขาจึงเดินออกไปอย่างเงียบๆ

ในขณะนั้นเป็นช่วงของการทำพิธีฮัจย์ บรรดาผู้คนที่มาจากทั่วทุกแห่งหนของแผ่นดินอาหรับต่างก็เดินทางเข้าสู่มะกะฮฺและมาดีนะฮฺ เมื่อเป็นนี้ฝ่ายกบฏจึงดำเนินการตามแผนเพื่อสังหารคอลีฟะฮ์ ก่อนที่กำลังการช่วยเหลือจากฝ่ายอื่นจะมาถึง ชั่วขณะนั้นกลุ่มกบฏก็ไม่อาจรอคอยได้อีก พวกเขาพากันมุ่งตรงเข้าสู่บ้านของคอลีฟะฮ์ จากนั้นก็ได้ปีนขึ้นไปทางด้านหลังและได้เผชิญหน้ากับคอลีฟะฮ์ของพวกเขากรูกันเข้ามาตี แทง และบั่นคอของคอลีฟะฮ์ ขณะที่คอลีฟะฮ์กำลังอ่านอัล-กุรอ่านในมุศฮัฟของท่าน (ฉบับอุสมาน) ทั้งๆที่กำลังถือศีลอดในวันศุกร์ นาอิละฮฺก็รีบเร่งเข้าไปช่วยสามีของนาง แต่ก็ไม่สำเร็จ นอกจากนี้นิ้วมือของนางก็ยังถูกพวกกบฏตัดจนขาด บัดนี้วิญญาณของคอลีฟะฮ์ ได้ออกจากเรือนร่างไปแล้วและทรัพย์สินมีค่าในบ้านก็ถูกริบไปจนหมดหยดเลือดของคอลีฟะฮ์อุษมานกระเซ็นลงบนมุศฮัฟอัลกุรอานอันพิสุทธิ์ที่ท่านกำลังเปิดอ่านอยู่นั้นก่อนที่มืออันมีเกียรติของท่านจะมีโอกาสปิดมุศฮัฟฉบับนั้น

ขณะที่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานถูกสังหาร ท่านอาลีอยู่ในมัสยิดนะบะวีย์ และท่านได้รับรู้ข่าวร้ายที่นั้น อย่างไม่คากฝันมาก่อน

ถ้ามองตามหลักการศาสนาแล้วย่อมเป็นการหะรอม (ต้องห้ามทางศาสนา)ในการคิดคดและก่อการกบฏต่อคอลีฟะฮ์ ผู้ซึ่งสามารถดำรงการปกครองตามคัมภีร์อัลกุรอานได้ที่สำคัญที่สุดก็คือหากได้มีการสังหารและช่วงชิงทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการบริจาคอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นการฮะรอมยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผ่นดินอันบริสุทธิ์อัลมาดีนะซึ่งกำลังอยู่ในเดือนหะรอม (ฤดูการของการประกอบพิธีฮัจย์) อีกด้วย

อัลอุสตาซ ฟารีด วัจญ์ดี ได้กระทำการที่เกินไป ด้วยการฆาตรกรรมคอลีฟะฮ์ครั้งนี้ ตามความคิดของเขาการบังคับให้คอลีฟะฮ์ สละอกจากตำแหน่ง ก็ย่อมเป็นการเพียงพอแล้ว

ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานสิ้นชีวิตเพราะถูกสังหารในเวลาเกือบค่ำ หรือกลางคืนของวันที่ 18 ซุลฮิจยะฮฺ ฮ.ศ.35-20 พฤษภาคม ค.ศ. 656 โดยในขณะนั้น ท่านมีอายุได้ 82 ปี