03 March 2012

"ไซออนิสต์" ลัทธิก่อการร้ายโลก

พ.ต.ต.ศุภชัช ยีหวังกอง
นายทหารนักเรียน ร.ร.เสนาธิการทหารบก
หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 86
กล่าวนำ

ทุก วันนี้ เมื่อพูดถึงการก่อการร้าย สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึงและวาดมโนภาพล่วงหน้าเอาไว้ในใจก็คือ ภาพของชายชาวอาหรับมุสลิมสวมหมวกสีขาวไว้เคราอย่างนายอูซามะฮ บินลาเด็น ผู้ก่อการร้ายอันตรายอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งอันที่จริงการที่ใคร ๆ จะคิดอย่างนั้นก็คงไม่แปลก เพราะอิทธิพลสื่อยักษ์ใหญ่ของชาติมหาอำนาจตะวันตก ได้ใช้พลังอำนาจในทุก ๆ ด้าน โหมโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้คนเสพสื่อเข้าใจว่า ลัทธิก่อการร้ายมาจากชาวอาหรับและคำสอนของศาสนาอิสลาม สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีอิสลาม เห็นได้อย่างชัดเจน จากภาพยนต์ฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายเรื่องที่นำออกฉายก่อนเกิดเหตุการณ์ 911 รวมทั้งการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation:IO) ทำลายศาสนาอิสลามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความชอบธรรมก่อนการบุกประเทศอิรัก แต่ในขณะเดียวกันแผนการเพื่อการครอบงำ และทำลายโลกที่น่าสะพึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยพบในโลกยุคใหม่นี้ กลับไม่มีใครที่จะระแคะระคายล่วงรู้ถึงภยันตรายของมันได้เลย เว้นแต่ผู้ที่ได้ติดตามศึกษามันอย่างพินิจพิเคราะห์ และได้ใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อนั้นเขาก็จะประจักษ์ถึงแผนการร้ายของยิวที่ต้องการจะครองโลก บงการโลกแต่เพียงผู้เดียวโดยขบวนการก่อการร้ายที่มีชื่อว่า “ไซออนิสต์ (Zionist)”
ความมุ่งหมาย


บท ความนี้ ต้องการจะอธิบายถึงการก่อการร้ายที่น่าสะพึงกลัวที่สุดในโลกยุคใหม่ที่กระทำ โดย "ชาวยิว" ที่เป็นสมาชิกของ “ขบวนการไซออนิสต์” ซึ่งได้กระทำทารุณกรรม เข่นฆ่าสังหารชาวปาเลสไตน์อย่างเหี้ยมโหด การรุกรานขยายดินแดนด้วยการเข่นฆ่าและขับไล่ชาวอาหรับและปาเลสไตน์ได้ดำเนิน ไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรู้เห็นเป็นใจและการให้ความสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกมาโดย ตลอด ขณะเดียวกันเราจะต้องไม่ลืมชาวยิวผู้บริสุทธิ์ใจที่ยอมรับสิทธิของชาว ปาเลสไตน์ในแผ่นดินของพวกเขา และอยากที่จะเห็นสันติภาพที่ทำให้คนทั้งสองกลุ่มอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ

"ลัทธิไซออนิสต์" หรือ "องค์การไซออนิสต์" (Zionist) ยุคใหม่ ก่อตั้งโดยนายธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ด้วย

เจตนาที่จะรื้อฟื้นสิ่งที่พวกเขาคิดว่า เป็นแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้เป็นการเฉพาะแก่พวกยิว (แผ่นดินแห่งพันธสัญญา)(Theodor Herzl: เกิดที่บูดาเปส ปี ค.ศ.1860 แล้วย้ายไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ในปี ค.ศ.1895 เสียชีวิตในเมือง โอลาค เมื่อ 2 ก.ค. 1904 ศพของเขาถูกย้ายไปยังปาเลสไตน์และฝังที่นั่น)

เพื่อสานต่อแนวคิดไซออนิสต์ในอดีต “เฮอร์เซิล” ได้จุดประกายความฝันให้กับชาวยิวทั้งโลกด้วยหนังสือชื่อว่า “Der Judenstaat” หรือ “The Jewish State” ที่ฉายภาพ “รัฐยิว” ในจินตนาการให้คนยิวและชาวโลกได้เห็น สิ่งที่เขาเน้นในหนังสือเล่มนี้คือ "ชาวยิว" จะต้องรับโทษประหัตประหารหรือตามเข่นฆ่าอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติที่เขาอาศัยอยู่เพียงใดก็ตาม นอกเสียจากว่าชาวยิวจะมีประเทศเป็นของตนเอง ภาพร่างการก่อกำเนิดประเทศยิวของเฮอร์เซิล คือ รวบรวมและอพยพชาวยิวไปยังดินแดนหนึ่ง และทำสัญญากับมหาอำนาจในยุโรปเพื่อประกันสิทธิในดินแดนนั้น รวมทั้งต้องมีองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการอพยพ และตั้งถิ่นฐานใหม่นี้ด้วย และองค์กรที่ว่านี้คือ “ไซออนิสต์” นั่นเอง

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวยิวถึงได้มีความคิดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น ?

สำหรับพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้เกิดแนวความคิด แผนก่อการร้ายเพื่อที่จะครองโลกนั้นคือ

1. ยิวมีทัศนะว่ารูปแบบของการปกครองบนโลกทั้งหมดนั้น "ใช้ไม่ได้" จำเป็นต้องเพิ่มการบ่อนทำลายไปจนถึงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อก่อตั้งอาณาจักรยิว

2. การปกครองมนุษย์ คืองานอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ความคิดของมนุษย์ยังขาดความประนีต เพราะฉะนั้น การปกครองมวลมนุษย์จึงเป็น "หน้าที่" ของชนชาติยิว

3. มนุษย์ทั่วไปนอกจากชาวยิวจะต้องถูกปกครองเสมือนฝูงสัตว์ที่ต่ำต้อย ถูกต้อน (ถูกปกครอง)

4. ล่อลวงมนุษย์ด้วยตันหาราคะ และแพร่ความชั่วช้า ความเสื่อมโทรม จนกระทั่งประชาชาติต่างนองเลือดกันเอง และไม่มีทางเลือกใด ๆ นอกเสียจากจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาวยิว

5. บรรดา ชาวโลกนอกจากยิว โดยเฉพาะพวกผู้นำ ก็คือหมากรุกในมือของพวกเขาที่จะต้องควบคุมให้ได้โดยการข่มขู่ ล่อลวง ให้ผลประโยชน์ ผู้หญิง ตำแหน่งต่าง ๆ ฯลฯ

6. สร้างวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อโลกจะได้เกิดความวุ่นวาย แล้วก็หันไปขอความช่วยเหลือการปัดเป่าความโศกเศร้า และทำให้คนสิ้นคิดมีความสุขด้วยอำนาจของยิว

7. สื่อทุกชนิดจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของยิว ไม่ว่าจะเป็นสื่อการพิมพ์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงละคร บริษัทผลิตภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์ ศาสตร์แขนงต่าง ๆ กฏหมาย การลงทุนและตลาดหุ้น ฯลฯ

8. ขอความช่วยเหลือจากทองคำ ซึ่งยิวได้กักตุนมันไว้ เพื่อขจัดจิตสำนึก ทำลายมนุษย์ และครอบครองโลกทั้งหมดไว้

ผู้ นำไซออนิสต์ยุคใหม่ ได้จัดประชุมครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1897 จนถึงปี ค.ศ.1951 ถึง 23 ครั้งด้วยกัน กำหนดเป้าหมายเพื่อศึกษาแผนการต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การก่อตั้งอาณาจักรไซออนิสต์สากล โดยมีแผนยุทธศาสตร์ 3 ขั้น คือ

1.ก่อนตั้งรัฐอิสราเอลในปาเลสไตน์
2.ระหว่างตั้งรัฐอิสราเอลในปาเลสไตน์
3.หลังตั้งรัฐอิสราเอลในปาเลสไตน์

การขับเคลื่อนองค์กรของลัทธิไซออนิสต์ ในการไปสู่จุดหมายตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอนนั้นจะต้องสร้าง “คน” โดยการคัดเลือกกลุ่มเยาวชนยิวที่มีคุณภาพดีที่สุด เข้าสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพมากที่สุด ส่งเสริมกลุ่มเยาวชนยิวที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุด เข้าสู่กระบวนการอุดมศึกษาที่ดีที่สุดในโลก (ฮาวาร์ด, เคม บริดจ์, ออกซ์ฟอร์ด , เอ็มไอที ฯลฯ) สนับสนุนและส่งเสริมกลุ่มเยาวชนยิวที่มีคุณภาพเหล่านี้เข้าทำงานในหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งยุโรปและอเมริกา และของโลก (UN, FBI, CIA ฯลฯ) ถ้าจำเป็นก็ให้กำจัดคู่แข่งของเยาวชนยิวเหล่านี้ทุกวิถีทาง โดยใช้อิทธิพลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจที่เยาวชนยิวรุ่นก่อน ๆ ได้สร้างสมไว้ หากมองเพียงผิวเผินก็เป็นลักษณะรุ่นพี่สนับสนุนรุ่นน้องให้เติบโตตามสายงาน ธรรมดา ๆ แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า เป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเต็มไปด้วยพลังอำนาจ มีการใช้อิทธิพลทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางและรุนแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่า กลุ่มเยาวชนยิวที่มีคุณภาพจะได้ที่นั่งที่ดีที่สุดรุ่นต่อรุ่น

เพื่อการครอบครองโลกอย่างเบ็ดเสร็จ พวกยิวยังมีความพยายามในการที่จะควบคุมระบบการเงิน การคลัง การธนาคาร ให้อยู่ในกำมือของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงคิดสร้างเครื่องมือเพื่อควบคุมระบบการเงิน การคลัง การธนาคารไว้ทั้งหมด โดยการพยายามจัดตั้งองค์การทางการเงินที่สำคัญระดับโลกไว้คอยควบคุมระบบการ เงิน การคลัง การธนาคารทั้งระบบ เช่น ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูบูรณะและการพัฒนา หรือธนาคารโลก (International Bank for Reconstruction and Development/World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund/IMF) เป็นต้น

หากเราจะพิจารณาลึกลงไปอีกก็จะพบว่ามีชาวยิวหลายคนควบคุมระบบการเงิน การคลัง การธนาคารของโลก เช่น นายอลัน กรีนสแปน อดีต ผู้ว่าการธนาคารชาติอเมริกา (แม้ในปัจจุบันก็ยังมีบทบาทอย่างสูง) นายจอร์จ โซรอส ยิวอเมริกันพ่อมดการเงินระดับโลก ที่เข้ามาถล่มค่าเงินบาทไทยจนเศรษฐกิจไทยแทบล่มสลาย ซึ่งตัวนายจอร์จ โซรอส เอง ก็ประกาศเจตนารมย์อย่างชัดเจนว่าจะบริจาคผลกำไรที่ได้ทั้งหมดจากการถล่ม ค่าเงินบาทไทย ไปเพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนยิวในยุโรปตะวันออก เป็นต้น

สื่อในอเมริกาปัจจุบันเกือบทั้งหมด เป็นของยิว อาทิเช่น นิตยสารไทม์ เดลี่ เทเลกราฟ วอชิงตันโพสต์ ดิอิโคโนมิสต์ รวมทั้งบริษัทสร้างภาพยนต์ต่าง ๆ ฯลฯ หมายความว่ากระบวนการรับรู้ข่าวสารของอเมริกันชนและยุโรปทั้งหมด ถูกปิดหูปิดตาด้วยโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างภาพให้ดูให้รู้สึกโดย “ขบวนการไซออนิสต์” ซึ่งพัฒนาไปไกล และยิ่งใหญ่กว่า "CIA" หรือ "FBI" หรือแม้แต่ “รัฐชาติ" (Nation State) ไปมากแล้ว นั่นก็คือการดำเนินชีวิตประจำวันของอเมริกันชน ผิวขาว ผิวดำ ผิวสี ในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อรับใช้ยิวโดยไม่รู้ตัว

ไซ ออนิสต์ มีสมาคมและองค์กรทั้งลับและไม่ลับอีกเป็นจำนวนมากทั้งในยุโรปและอเมริกา และตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก (สโมสรไลออนส์, สโมสรโรตารี่) ปฏิบัติงานในทุก ๆ ด้าน แม้ว่าบางครั้งอาจจะมองว่าขัดแย้งกัน แต่ธาตุแท้แล้วทั้งหมดนั้นเป็นการจัดฉากแสดงละคร เพื่อผลประโยชน์ถาวรของยิวโลกทั้งสิ้น

บทเรียน ในเรื่องความฉลาดของยิว ได้สอนให้เราเห็นถึง “ความฉลาด ที่ไร้คุณธรรม” หากเราคนไทยได้อ่านบทพระราชนิพนธ์แปลของล้นเกล้ารัชการที่ 6 เรื่อง "เวนิส วานิช" พระองค์ได้ทรงสอนคนไทยเราให้รู้จักยิวมาเกือบร้อยปีแล้วว่า แท้จริง “ยิว” นั้นเป็นอย่างไร?

รัฐบาล หรือกองทัพของบางประเทศที่ดำเนินนโยบายตามหลักนิยมชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่าง ไม่มี เงื่อนไข ไม่บิดพลิ้ว ไม่ลืมหูลืมตา จนได้รับฉายา หรือคำเรียกขานว่า “Good Boy” จงสำเหนียกไว้ว่า กำลังนำอนาคตของชาติไปฝากไว้ในอุ้งหัตถ์ซาตาน รอวันเวลาที่จะสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน

บทสรุป

จาก ร่องรอยหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ทำให้เราพอจะมองออกแล้วว่า ใครคือ "ภัยคุกคาม" หรือ "ผู้ก่อการร้าย" ตัวจริงของโลก พฤติกรรมต่าง ๆ ของรัฐอิสราเอล โดยมี "ขบวนการยิวไซออนิสต์" ชักใยอยู่เบื้องหลังนั้น ล้วนเป็นพฤติกรรมของการก่อการร้าย ที่นิยมการใช้ความรุนแรงและแนวทางสุดโต่งเป็นพื้นฐาน เป็นเผด็จการอำนาจนิยมอย่างแท้จริง โลกจะต้องรู้เท่าทันองค์การก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคนี้ให้ได้ ถ้าหากพวกเรายังนิ่งเฉย ไม่คิดหาวิธีการหรือกระบวนการที่เหมาะสม ไว้เพื่อต่อกรกับ ขบวนการไซออนิสต์ แล้ว เชื่อแน่ว่าภายในไม่เกินหนึ่งร้อยปีจากนี้ไป พวกเราจะมีสภาพไม่แตกต่างไปจากชาวปาเลสไตน์นั่นเอง

คัดลอกมาจากเว็บไซต์ Supachaij's Site

02 March 2012

แด่ชีวิตที่สุญเสียในซีเรีย

คุฏบะฮฺวันศุกร์
มัสยิดพัฒนาวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา
9 รอบีอุล อาคีรฺ ฮ.ศ. 1433 ตรงกับ 2 มีนาคม 2555
"دمي جيوا يغترتيندس د سوريا"

โดย :
อ.ซูฮัยมีย์ อาแว แผนกวิชาสามัญ วิทยาลัยเทคนิคยะลา
e-mail : mipandan@gmail.com

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณีเสมอ
ความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน

พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้ร่วมละหมาดญุมอัตทุกท่าน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา)

โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงอยู่อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่พูดจริง

อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงกล่าวว่า

โอ้มนุษย์เอ๋ย เคราะห์กรรมที่ประสบแก่พวกเจ้าทั้งชีวิต และทรัพย์สินก็ดีก็เนื่องมากจากการฝ่าฝืนข้อบัญญัติที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ และพระองค์ทรงอภัยความผิดอย่างมากมายให้แก่พวกเจ้า โดยที่พระองค์ไม่ทรงลงโทษมิฉะนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะประสบความหายนะอยู่ร่ำไป (อัช-ชูรอ : 30)
และพระเจ้าของเจ้าจะไม่ทรงทำลายหมู่บ้านโดยอยุติธรรม (อัลลอฮฺทรงบริสุทธิ์จากการอธรรมต่อบ่าวของพระองค์ แต่พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาเพราะการดื้อดึงปฏิเสธและการกระทำผิด) โดยที่ประชากรของหมู่บ้านนั้นเป็นผู้ฟื้นฟูทำความดี ( ฮูด : 117)


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ใครก็ตามในหมู่พวกท่านที่เห็นความชั่วร้ายเขาจงเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือของเขา หากเขาไม่สามารถก็ด้วยลิ้นของเขา และหากไม่สามารถก็ด้วยใจของเขา และนั้นคืออีมานที่อ่อนแอที่สุดแล้ว“ (เศาะฮีหฺ มุสลิม)

พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้ร่วมละหมาดญุมอัตทุกท่าน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา)
ท่านศาสดา กล่าวว่า
“ อุปมาความรัก ความเอ็นดูเมตตา ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันของผู้ศรัทธา อุปมัยดั่งเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดเจ็บปวด ส่วนอื่นของร่างกายก็พลอยไม่ได้หลับไม่ได้นอนและไม่สบายไปด้วย” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )
ประเทศซีเรีย เป็นปริมณฑลของรัฐบาลอิสลามในยุคคุลาฟาอุรรอชีดีนตั้งอยู่ในมณฑลชาม ปัจจุบันมีชื่อทางการว่า สาธาณรัฐอาหรับซีเรีย ปกครองโดยระบบสังคมนิยม มีพลเมือง 22 ล้านคน ประกอบด้วย มุสลิมซุนนีร้อยละ 75, ผู้นับถือชีอะห์อัล-อลาวียะห์ซึ่งเป็นศาสนาของ อัสซาด ร้อยละ 12 ส่วนที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์
ซีเรียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1946 (๒๔๘๙) หรือเมื่อ ๖๖ ปีที่ผ่านมา ต่อมาในปี ค.ศ. 1970(๒๕๑๓) พันเอก Hafez al – Assad ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ และในปี ค.ศ. 1971 (๒๕๑๔) ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของซีเรียจนถึงอสัญกรรมเมื่อ มิถุนายน 2543 เดือนต่อมา บุตรชายของอดีตประธานาธิบดี Dr. Bashar Al-Assad ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย
ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นฉนวนแห่งการต่อต้านรัฐบาลสังคมนิยมทหารของซีเรีย มาตรา ๘ ซึ่งกำหนดให้พรรคบาธเป็น “ผู้นำของรัฐและสังคม” ซึ่งก็เท่ากับว่าอำนาจผูกขาดของสมาชิกพรรคบาธที่มีมานับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติปี 1963 ซึ่งส่งผลให้บิดาของ อัสซาด ได้ขึ้นมาครองอำนาจในซีเรีย
อีกทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันยังห้ามไม่ให้กลุ่มศาสนาก่อตั้งพรรคการเมืองเนื่องจากสังคมซีเรียที่มีพื้นฐานแบบ “พหุนิยม” และซีเรียในฐานะรัฐสังคมนิยม จึงกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของตนมาตราที่ 60 ซึ่งระบุให้ผู้แทนราษฎรครึ่งหนึ่งของสภาจะต้องมาจาก “ผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร” และถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจมาโดยตลอด
การประท้วงของประชาชนทีมีขึ้นในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครองในหลาย ๆ ด้าน โดยสรุปดังนี้
1.ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน หรือ Emergency Law ที่ถูกใช้มานานถึง ๔๘ ปี
2.หยุดพฤติกรรม “ศาลเตี้ย” ของรัฐบาล การฆ่า และการทรมานผู้แข็งข้อ
3.ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง และกลุ่มผู้ประท้วงที่ถูกจับ
4.เปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นอิสระภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
5.ให้อิสรภาพแก่สื่อสารมวลชน
6.ให้องค์กรตุลาการเป็นหน่วยงานอิสระ หยุดศาลเตี้ย และกฎอัยการศึก
7.ให้รัฐจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่โดนเนรเทศทางการเมือง บุคคลที่หายสาบสูญ และนักโทษทางการเมือง
จากข้อเรียกร้องทั้งหมดมีเพียงข้อที่ ๔ ที่รัฐบาล อัล-อัสซาด ได้รับปากจะดำเนินการทันที ซึ่งทางรัฐบาลอัล-อัสซาด ได้จัดให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ในขณะที่การกวาดล้างผู้ประท้วงยังดำเนินต่อไปในหลายพื้นที่
ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ ลินน์ ปาสโก เปิดเผยในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ว่า กองกำลังรัฐบาลดามัสกัสสังหารพลเรือนไปแล้วมากกว่า 7,500 ราย ตลอดการประท้วง 11 เดือนที่ผ่านมา
ในเมืองฮอมส์ซึ่งอยู่ในการปิดล้อมของทหารรัฐบาล พลเรือนที่ขวัญหนีดีฝ่อต้องทนกับสภาพอดยาก ขาดอาหาร น้ำ และยารักษาโรค “มีรายงานที่เชื่อถือได้ระบุว่า มีคนเสียชีวิตเกินกว่า 100 คนต่อวันบ่อยครั้ง”
การประชุมของกลุ่ม “เฟรนด์ ออฟ ซีเรีย” ซึ่งมีชาติต่างๆ เข้าร่วมมากกว่า 60 ประเทศ ได้ข้อสรุปจากการหารือในกรุงตูนิส เมืองหลวงตูนิเซีย วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องการยุติความรุนแรงในทันที และประกาศมาตรการลงโทษรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย เพิ่มเติมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

แถลงการณ์ของ เฟรนด์ ออฟ ซีเรีย มีดังนี้
ประณามรัฐบาลซีเรียอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดสิทธิมนุษชนที่กระทำกันเป็นระบบในทุกๆ วัน เช่น “การสังหารและการประหารชีวิตผู้ประท้วงโดยสันติ การใช้ความรุนแรงทางเพศ และการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อนักโทษหลายพันคน ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมที่สมควรถูกประณาม จากการใช้รถถังและปืนใหญ่ “โจมตีที่อยู่อาศัยของพลเรือนในเมืองต่างๆ”

เรียกร้องให้นานาชาติบังคับใช้คำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศต่อเจ้าหน้าที่ซีเรีย อายัดทรัพย์สิน และยุติการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทไฮโดรคาร์บอนจากซีเรีย ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และป้องกันการส่งอาวุธให้ซีเรีย
เฟรนด์ ออฟ ซีเรีย แสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในซีเรีย เช่น ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงอาหาร สถานพยาบาล และแหล่งน้ำมัน รวมถึง “การคุกคามและความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่แพทย์ ผู้ป่วย และสถานพยาบาล” กลุ่มเฟรนด์ ออฟ ซีเรีย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลซีเรีย “อนุญาตให้ยูเอ็นและหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์ได้โดยเสรีและไม่ถูกขัดขวาง”
แถลงการณ์นี้เรียกร้องให้แก้ปัญหาด้วย “การเมือง” ตามแผนการของสันนิบาตอาหรับ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลซีเรียปล่อยตัวนักโทษที่ถูกจับกุมโดยไม่มีความผิด และถอนกำลังทหารออกจากการปิดล้อมเมืองที่มีการชุมนุม
การกระทำอันโหดร้ายทารูณเหล่านั้นเป็นการทำบาปอันใหญ่หลวงในอิสลาม ท่านรซูลลุลอฮ(ศ็อลฯ) กล่าวในหะดิษบทหนึ่ง รายงานโดยอับดุลลอฮฺ บินมัสอูด กล่าวว่า ท่านรซูลลุลอฮ(ศ็อลฯ) กล่าวว่า
“ไม่เป็นที่อนุมัติในเลือดของมุสลิมที่ได้กล่าวปฏิญญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าคือศาสนทูตของพระองค์ ยกเว้นในสามกรณี ผู้ทำผิดประเวณีที่ผ่านการแต่งงาน ฆาตกรที่ฆ่าชีวิตมนุษยชาติ และผู้ละทิ้งศาสนาของตนและแยกตัวออกจากสังคมมุสลิม” มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ

ขออัลลอฮฺจงประทานความศิริมงคลแก่ท่านและข้าพเจ้า ด้วยอัล-กุรอานอันประเสริฐ และยังประโยชน์แก่ข้าพเจ้าและท่านด้วยหลักฐานที่ปรากฏในอัล-กุรอานและคำตักเตือนที่หลักแหลม และจงตอบรับจากข้าพเจ้าและท่านจากการอ่านอัล-กุรอาน เพราะแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินและทรงรอบรู้

ข้าพเจ้าขอลุแก่โทษจากอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่และแก่ท่านพร้อมทั้งบรรดามุสลีมีนทั้งหญิงและชาย และมุอฺมีนีนทั้งหญิงและชาย ขอได้โปรดให้อภัยแก่พวกเราด้วยเถิด อามีน
--------------------------------------------------------------------

จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่โดย : คณะกรรมการมัสยิดพัฒนาวิทยายะลา
จำนวนที่จัดพิมพ์ : 200 ชุด
สนับสนุนงบประมาณโดย : ร้านขายยาบ้านเภสัช